Tags » Lovesick

[By your side] เอิ้นxพีท fanfic

Inspired by this song 

By your side
เอิ้นxพีท

“ถ้ามึงไปแล้วมึงต้องเจ็บ .. มึงอย่าไปเลย”

ผมคว้าแขนมันไว้

ไม่ใช่แค่มันที่จะเจ็บ

ผมเองก็เจ็บ .. ที่ต้องมามองมันวิ่งตามใครอีกคน

และที่ต้องมาคอยมองดูมันเจ็บอยู่แบบนี้

มันสะบัดมือผมออก

ผมรู้แล้ว

รู้อยู่แล้ว ..

ว่าความรู้สึกที่มันมีให้โน่มากเกินกว่าผมจะสู้ไหว

มากเกินกว่าจะให้ใครคิดลงแข่ง

และมากเกินกว่าจะหยุดไว้

ดังนั้นนี่จะเป็นครั้งสุดท้ายที่ผมจะรั้งมัน

จากนี้ผมจะขอแค่เป็นเพื่อนที่คอยอยู่ข้างกายมัน

ให้มันรู้ว่า ถ้ามันมองมาทางนี้บ้าง ‘มึงยังมีกู’

เท่านั้นก็พอ
.
ผมไม่รู้หรอกว่าความรู้สึกทั้งหมดมันเกิดขึ้นตอนไหน หรืออะไรๆมันเปลี่ยนไปได้อย่างไร

ผมรู้แค่ .. พอรู้ตัวอีกที ก็มักจะมองมันจากมุมนี้

มุมของคนที่อยู่ข้างๆมัน ได้เห็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของใบหน้า

ไม่ได้สบตากันตรงๆ

และไม่ได้อยู่ในสายตา

“เฮ้ย เอิ้น”

ใบหน้าที่เคยเหม่อมองกระดานว่างเปล่าหันขวับไปตามเสียงเรียกจากประตู

แหงล่ะ เพราะมันมาจากคนๆเดียวที่อยู่ในสายตามัน

เมื่อเห็นโน่กวักมือเรียกยิกๆอยู่ที่หน้าประตู มันก็ยิ้มเผล่โลกสดใสขึ้นมาทันตาก่อนจะเดินออกไปทันที

มองแล้วผมเองก็อดจะยกยิ้มตามไม่ได้

แปลกใช่ไหมที่ผมกลับยิ้มออก ทั้งที่มันกำลังจะไปกับคนที่ควรจะเป็นศัตรูหัวใจแล้วตัดผมออกไปจากสารบบ

ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ดูหน้ามันสิ

มีความสุขซะขนาดนั้น

จะไม่ให้ยิ้มตามได้ไง

เพียงแค่คิดว่าถ้าคนที่ทำให้มันยิ้มแบบนั้นได้เป็นผมบ้าง ก็คงดี

ผมไม่ได้โง่

ผมออกจะฉลาด

เพราะฉะนั้น ความรู้สึกแบบนี้ ผมก็พอรู้ว่ามันคืออะไร

รู้สึกจากอาการ’แปลกๆ’ที่เกิดขึ้นกับตัวเอง

รวมทั้งพฤติกรรม’แปลกๆ’ที่เคยได้แสดงออกไป

แปลกเจือกับงี่เง่าจนทำให้ตัวเองประหลาดใจว่าทำลงไปทำไม

แล้วที่แท้ต้องการอะไรจากมัน?

ผมเอง ใช้คำว่า ‘เพื่อน’ เป็นเสมือนเกราะกำบังมาตลอด

‘ก็กูเป็นเพื่อนมึง’

‘ทำไมมึงไม่ยอมบอกกู’

แต่ลึกๆในใจก็อดถามตัวเองไม่ได้ว่า ใช่หรอ?

ใช่จริงๆหรอวะพีท?

ก็จริงๆใจมันเต้นรัวตั้งแต่ตอนที่คิดว่ามันชอบผม

ตอนที่อยู่กันสองคนในห้องนอน

..ไม่ใช่แค่ตอนวิ่งออกมา

ส่วนที่เซ้าซี้ถามว่ามันชอบใครทั้งที่ใจจริงรู้อยู่แล้ว .. ก็เพราะอยากได้ยินจากปาก

..อยากรู้ว่าผมก็สำคัญกับมันเหมือนกัน .. มากพอที่มันจะไว้ใจ

แล้วที่เหวี่ยงมันกลางโรงอาหาร ก็เพราะหงุดหงิด..

.. หงุดหงิดที่ผมเองก็เอาแต่มองดูมัน ส่วนมันก็เอาแต่มองดูอีกคน

ไม่สนใจอะไรเลย

อย่างกับโลกนี้ไม่ใครอีกแล้ว

.. ไม่มีแม้กระทั่งผม

ผมที่เป็น’เพื่อน’มัน

ผมที่ควรมีความสำคัญ

อยากให้มันมองมาที่ผม .. อย่างที่มันมองโน่บ้าง

อยากให้มันยิ้มให้ผม .. แบบที่มันยิ้มให้โน่

ไม่ใช่

ผมรู้มันไม่ใช่แล้ว

ผมไม่ได้ทำไปเพราะผมเป็น’เพื่อน’มันหรอก

ผมชอบมัน

“ไม่ลงไปเล่นล่ะ”

ผมถามเพราะเห็นมันนั่งมองเขาเล่นอยู่ข้างสนามบาสคนเดียว ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งข้างๆมัน

“ไม่อ่ะ” เอิ้นเหลือบตามองผมแล้วตอบเสียงเรียบ

ผมกลืนคำถามว่า’เป็นไรวะ’ลงคอไป เพราะรู้คำตอบอยู่ในใจ ถามไปก็สะกิดต่อมมันเปล่าๆ

“สยามป้าว”เริงร่าเข้าสู้แทนแล้วกัน

“ไปไม” มันถามกลับสั้นๆ สายตายังคงเหม่อมองออกไปในสนาม

“ไม่รู้ว่ะ เดินเล่น หาของแดก”

“บ้านช่องไม่รู้จักกลับนะมึง” มันพ่นลมหายใจออกมาคล้ายจะหัวเราะน้อยๆ

 

ยังยิ้ม ยังหัวเราะเองเป็นอยู่นี่มึง

“เอ๊า นานๆที กูอยากแดกชาบู” แต่ไหนๆ แล้วก็ช่วยยิ้มเพราะกูหน่อยได้ไหม

“แถวนี้ไม่มีแดกไง”

“ก็แดกบรรยากาศบ้างอะไรบ้างสิมึง เบื่อแถวนี้จะตายห่า”

“จะไปให้ได้ว่างั้น” มันหันมามองหน้าผมระอาปนขำ ก่อนจะหันขวับกลับไปอีกทางเมื่อมีเสียงเรียกจากอีกฝั่ง

“เฮ่ย เอิ้น พีท”

ผมหันมองตามไป โน่กำลังเดินตรงมาที่เราสองคน “เล่นกันป่าว” มันบุ้ยใบ้ไปทางสนาม

ผมมองเห็นแค่หลังหัวทุยๆของเอิ้นแต่ก็รู้ได้เลยว่ามันยิ้มปากฉีกถึงหูไปแล้ว

 

แต่ก็ไม่ได้ยิ้มเพราะกูอยู่ดี

“เออ เอาดิ” เอิ้นตอบเสียงสดใสแล้วหันมาถามผม “มึงง่ะ”

ผมทำได้แค่อมยิ้มไปกับคำตอบของมัน เปลี่ยนหน้ามือเป็นหลังตีนเลยนะมึง

“ม่ายอะ กูกลับดีกว่า ..เจอกัน” ผมบอกลา คว้ากระเป๋าลุกขึ้นแล้วหันหลังเดินออกมา

ผมไม่ขวาง ไม่ทำอะไร

เพราะคิดได้ ..ที่ผ่านมาผมมีสิทธิ์อะไรไป’หวง’มัน?

เคยเซ้าซี้มันมากไปจนรู้สึกจะเกินที่’เพื่อน’เขาทำกัน

เพราะผม ‘รู้ตัวแล้ว’ จึงขอแค่ได้อยู่ข้างๆมันไปก็พอ
ก็ดีแล้วไม่ใช่หรอ ที่มันรักใครสักคนได้มากมายขนาดนี้

ผมเห็นว่ามันมีความสุขกับการได้เฝ้ามองคนที่มันรักมากขนาดไหน

..ถึงแม้เขาจะมีเจ้าของเป็นตัวเป็นตน

และเป็นมันเองที่ต้องเจ็บกลับมา

ผมจะอยู่ข้างๆมันเอง

เวลามันจะเป็นจะตายจากเขา จะได้ฉุดมันลุกขึ้นได้

และอย่างน้อยเวลามันยิ้มแบบนั้น ผมก็จะได้ยิ้มตามไปอีกคน

ผมจะอยู่ข้างๆมัน  .. แม้จะอยากให้คนที่มันรักมากมายขนาดนั้น .. เป็นผมมากกว่า

“จะไปกินชาบูคนเดียวหรอมึง” มันตะโกนไล่หลังมา

ผมยิ้มกับตัวเอง ขอบใจที่มึงยังสนใจว่ากูพูดอะไรไปบ้าง

“ไม่กินก็ได้โว่ย”

 

ถึงมึงจะไม่เลือกไปกับกูก็เถอะ
.

“กลับบ้านเลยป้ะ” ผมถามพลางคว้ากระเป๋านักเรียนขึ้นจากพื้นขณะที่เอิ้นยกถุงดำใส่เพลทใบสุดท้ายไปไว้ที่มุมห้องเสร็จ “เออ มึงกลับไง”

“วันนี้กูกลับเอง”

“เออ งั้นไปด้วยกัน” มันคว้ากระเป๋าของตัวเองแล้วเดินตามหลังผมออกจากห้องชมรมเชียร์

มันเดินยกมือบิดขี้เกียจไปตามทางพร้อมส่งเสียงโอดครวญใส่หูข้างขวาของผม

“แม่งใครเลือกวันวะ โหดร้ายสัด จะสอบอยู่แล้วไม่เห็นใจกูบ้าง ต้องมานั่งซ่อมเพลทอยู่เนี่ย”

“อย่างกับไม่มีงานแล้วมึงอ่าน” ผมหันไปเลิกคิ้วกวนประสาทใส่ อย่างมันน่ะหรอ หน้าเดียวก็ลุกไปเตะบอลแล้ว

“ก็รอพึ่งใบบุญจากมึงเนี่ยแหละคร้าบ ติวเคมีให้กูหน่อยดิ” มันทำเสียงอ่อน กระโดดมาเกาะไหล่ผมจากด้านหลัง “นะ” เสียงที่ออกจากริมฝีปากนั่นมาพร้อมกับไออุ่นที่กระทบใบหู จนผมชะงักกึก

เริ่มรู้สึกว่าใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาเฉยๆ

ถึงจะบอกว่า จะอยู่ข้างๆมัน คอยเป็นเพื่อนมัน

แต่การที่ผม’รู้ตัวแล้ว’ ไม่ได้ทำให้เรื่องนี้ง่ายเลย

จากที่เคยเล่นกันได้ตามประสา ผมกลับ ‘รู้สึก’ กับสัมผัสของมันง่ายดาย

รู้สึกมากกว่าที่เคย

ทุกสัมผัสจากมันเหมือนให้ความหวัง ทั้งที่ผมก็รู้ว่าจริงๆไม่มีอะไร

คนเราชอบคิดเข้าข้างตัวเองเสมอ

รู้ทั้งรู้ผมก็ยังหวังจนหวั่นไหวลึกๆอยู่ดี  ทำไมต้องเป็นมึงวะเอิ้น

“เออ” ผมแกล้งตอบมันไปเสียงแข็ง ผมไม่มีปัญหาอะไรหรอกก็ติวให้มันประจำอยู่แล้ว

แต่ก็พยายามปั้นหน้าเซ็งให้มากที่สุดเพื่อจะหันไปเผชิญหน้าหมีๆของมัน “เลี้ยงช- ”

หน้าหมีๆของมันที่กระทบเข้ากับใบหน้าผมเมื่อผมหันไป

อารามตกใจผมผงะถอยออกมาทันที ทิ้งให้มันยืนยกมือค้างในท่าเดิมเหมือนลูกหมายกมือไหว้อยู่อย่างนั้น

เอิ้นก็ดูตกใจพอกัน มันอึ้งไป ตาโต ปากเผยออ้านิดๆ

ผมรู้สึกได้ว่าหน้าที่ร้อนอยู่แล้วร้อนยิ่งกว่าเดิม เสียงหัวใจตัวเองเต้นรัวดังในโสตประสาทจนต้องหันหลังหลบหน้าแล้วกลบเกลื่อนด้วยการจบประโยคที่พูดทิ้งไว้ “ล..เลี้ยงชาบูกูเลย”

เงียบ ..

มันไม่ตอบอะไร

เป็นผมเองที่ต้องหันกลับไปมองช้าๆ

มันยืนอมยิ้มอยู่ที่เดิม สายตาจับจ้องมาที่หน้าผม
“ชาบูเลยหรอมึง” มันถามพร้อมรอยยิ้ม ไม่รู้ว่าทำไมผมถึงรู้สึกว่ายิ้มของมันดูละมุนชอบกล.. อย่างกับเวลามันแอบมองโน่

แต่ติดที่ว่าคนที่มันมองเป็นผมแทน

ถ้าร่างกายมนุษย์ระเบิดเองได้ผมคนเป็นจุณไปแล้ว ไอ้บ้าเอิ้น กูไม่ใช่โน่นะ

ผมเสหลบตาแล้วหันหลังให้มันหมายจะเดินต่อ

ยิ้มแบบนั้นเพราะมันเห็นแน่ๆ เห็นแน่ๆว่าหน้าผมเปลี่ยนสีไปกี่เฉด

มันสนุกกับการแกล้งผมอยู่น่ะสิ

“เออ!”

“มึงหยุดยิ้มได้ละ ขนลุก” โกหก กูชอบ แต่กูเขิน

ผมด่ามันแล้วรีบก้าวเดินฉับๆ

“เฮ้ย โทดทีว่ะ กูไม่ได้ตั้งใจพรากความบริสุทธิ์ไปจากมึงนะเว่ย” มันพูดกลั้วหัวเราะ

“สัด!!” เสียงมึงไม่ได้จริงใจเลย

แล้วมึงก็ไม่ได้เอาอะไรไปจากกูด้วย!

ไม่บอกมันหรอก

ผมจะไม่บอกมันหรอก

จะเสี่ยงเสียสิ่งที่มีอยู่ไปทำไม ในเมื่อก็รู้อยู่เต็มอกว่าทั้งใจมันมีแต่อีกคน

ไม่มีวี่แววจะเปลี่ยนใจด้วยซ้ำ ถึงจะโดนปฏิเสธมาแล้วแบบนั้น

“วันนี้จะติวป้ะเนี่ย” ผมถามหลังจากปิดล็อกกระเป๋าเสร็จ

เอิ้นเบ้ปากใส่คำถามนั้นอย่างรังเกียจเดียดฉันท์เรื่องพันธุ์วิชาการ ก่อนจะตอบ

“เออๆ ก็ได้” อาทิตย์หน้าก็จะสอบอยู่แล้ว มันคงมีทางเลือกไม่มาก

เราสองคนเดินไปตามทางเดินที่มีม้านั่งอยู่ด้านข้างเพื่อไปยังประตูโรงเรียน และที่โต๊ะเกือบสุดท้าย เด็กผู้ชายหัวเกรียนที่คุ้นตากำลังก้มหน้าขีดเขียนบางอย่าง ดูเหมือนกำลังว้าวุ้นใจกับเอกสารในกองแฟ้มตรงหน้าเพราะมืออีกข้างที่ยกขึ้นยีผมที่ไม่ค่อยจะมีของตัวเองเป็นระยะ

ไม่ต้องเดา เอิ้นถลาเข้าไปทักแทบจะทันที

“เฮ้ย ทำไร”

หัวเกรียนๆเงยขึ้น “อ้าวววววว ไอ้เอิ้นนนน มึงนี่เอง แก้รายงานเนี่ย ชมรมเชียร์มึงเขียนอะไรของมึ้งงง รวนมางานกูด้วยเลย แสสสสส” โน่โวยเสียงดังแต่ไม่ได้มีท่าทีโกรธจริงจัง

“อ่าว ไรวะ กูว่ากูแก้แล้วนะ” มันชะเง้อข้ามไหล่โน่มองดูเอกสารบนโต๊ะ

“ก็เพราะมึงแก้ กูเลยต้องแก้ด้วยเลยไงมึง”

“งั้นกูช่วยป่าว”

“เฮ้ย ไม่เป็นไร ได้อยู่ กูเจ๋ง” โน่บอกปัด ส่งยิ้มกวนๆซิกเนเจอร์ของมันให้เอิ้น “มึงกับพีทไม่ได้จะไปไหนหรอ”

โน่หันมาสบตาผม แต่จะให้ผมตอบอะไร ก็คนตัดสินใจมันคือคนข้างๆมันนั่น จึงได้แต่หันไปส่งสายตาถามเอิ้นมัน

“จริงๆจะให้พีทมันติวเคมีอะ แต่อยู่ช่วยมึงดีกว่า” สรุปไม่รู้มึงเกลียดเคมีหรือแค่อยากอยู่กับไอ้โน่

“โทดว่ะพีท มึงกลับก่อนเลยก็ได้ ค่อยติวเสาร์อาทิตย์ได้ปะวะ” มันหันมาบอกผม

“แสสสสส ตกอย่ามาโทษกูนะมึง” ไอ้โน่โวยอีกครั้ง ผลักไหล่เอิ้นมันเบาๆ ก่อนจะส่ายหัวแล้วก้มลงเขียนยุกยิกต่อ

“เออๆ กูกลับละ ไม่ช่วยนะมึง” ผมตอบกลับแล้วส่งยิ้มกวนให้โน่ที่เงยหน้ามาโบกมือลาพร้อมตอบรับกลั้วเสียงหัวเราะ ”เออๆ ไม่เป็นไรเว่ย”
เห็นไหม

มึงก็เลือกโน่อยู่ดี

เลือกโน่มากกว่าตัวมึงเองอีก

 

ยิ่งกูนี่ไม่ต้องพูดถึง

แล้วผมจะเสี่ยงไปทำไม?

 
.

“มึง .. จะเที่ยงคืนละ ไม่ต้องกลับหรอก .. ซี้ดดด อู้ยยย ” เอิ้นส่งเสียงประหลาดออกมาต่อจากประโยคที่ดูเหมือนคำสั่งนั้น

“ฮะ เที่ยงคืนละหรอ มึงง่ะ มัวแต่เล่น”

ฟ้ามืดไปนานมากแล้ว แต่ก็ไม่คิดว่าเวลาจะผ่านไปไวขนาดนี้ เรายังคงนั่งติวกันอยู่ที่โต๊ะในสวนบ้านเอิ้นมัน ด้วยเหตุผลที่ว่า ติวในบ้านหรือในห้องมัน มันจะหลับแน่ๆ เอาเป็นว่าที่ไหนที่ไหลได้มันก็หลับแน่ๆ เพราะฉะนั้นจึงได้มานั่งตากยุงกันอยู่ข้างนอกนี่

“กูออกจะตั้งใจ .. โอ้ยยยย”

“แล้วนี่มึงเป็นไร” ผมเงยหน้าจากสมุดที่กำลังตรวจโจทย์ที่มันทำ แล้วมองมันขำๆ ส่งเสียงแปลกๆมาตั้งแต่เมื่อกี๊แล้ว แถมยังเกายุกยิกไปทั้งตัวอีก

“คัน ตัวไรกัดไม่รู้”

“เนื้อหอมนักนะมึง นู่นกัดนี่กัดตลอด” ผมส่ายหน้าระอาแล้วก้มลงจดจ่อกับสมุดตรงหน้าต่อ “ไปอาบน้ำไป”

มันทิ่มหน้าลงนอนคว่ำกลางเตียง ในสภาพบ็อกเซอร์ตัวเดียวสดจากห้องน้ำ

“ฮ้าวววววว”

ส่วนผมก็คว้าผ้าเช็ดตัวหมายจะเข้าไปอาบน้ำต่อจากมัน แต่เสียงจากคนบนเตียงดังขัดไว้เสียก่อน “พีททท มาทายาให้กูก่อนดิ”

“ทาเองดิ มือก็มี”

“กูง่วงแล้ว ฤทธิ์เคมีมึงอ่ะ หมดแรงเลย” ผมอดขำไม่ได้กับท่าทางอ่อนระโหยที่มันแสดง “เดี๋ยวก็ให้กูติว เดี๋ยวก็ทายา ใช้กูจังนะสัด” พูดอย่างนั้นแต่ก็วางผ้าขนหนูในมือแล้วเดินไปหยิบยาบนโต๊ะมันมาแทน

เหมือนได้ยินมันหัวเราะเนือยๆเบาๆเพราะถูกอุดไว้ด้วยหมอนเป็นคำตอบ

ผมทิ้งตัวลงนั่งข้างๆมันที่ยังนอนคว่ำหน้าอยู่บนเตียง บีบครีมจากหลอดใส่มือก่อนจะละเลงลงบนแผ่นหลังกว้าง “อื้มมมม”

“กูว่าไม่น่าใช่ยุงนะ มดป่ะมึง แต่ตุ่มใหญ่โคตร มดพันธุ์ใหม่ปะวะ บ้านมึงเป็นป่าอเมซอนรึไง” ผมว่าปนขำ นิ้วยังคงถูๆไถๆไปตุ่มนูนพวกนั้น

“อ่า…”

“เอิ้น”

“อืออออ”

“เอิ้น”

“อืมมมมมมม”

“อุบาทว์ หยุดคราง” ผมตบป้าบเข้าไปที่กลางหลังมัน มันหัวเราะหึๆเบาๆแต่ก็ครางเป็นคำตอบกลับมาอยู่ดี “อือออ”

ตุ่มนูนๆแดงๆพวกนั้นกระจายเป็นหย่อมๆ ทั่วแผ่นหลัง แถมด้วยรอยเล็บเกาแดงเป็นทางของมันเอง

ผมค่อยๆไล่ทายาลงมาจนถึงช่วงกลางหลังมัน

“เอิ้น”

ไร้ซึ่งเสียงตอบรับจากคนที่นอนอยู่ จังหวะหายใจที่คงที่บ่งบอกได้ว่ามันคงหนีเข้าห้วงนิทราล่วงหน้าไปก่อนผมแล้ว

“มึงแม่ง” ผมบ่นอุบอิบ ส่ายหน้าระอาแต่ก็อดจะยิ้มออกมาไม่ได้

ผมทายาให้มันเป็นจุดสุดท้ายจนเสร็จ แล้วพินิจพิเคราะห์ดูผลงานตัวเอง นิ้วที่ยังลื่นมันไปด้วยครีมตัวยาไล้ไปตามรอยเล็บนูนแดงบนแผ่นหลัง

คงคันมากจริงๆ ถึงได้เกาซะแดงขนาดนี้ บางรอยแทบจะถลอกเลือดซิบเลยด้วยซ้ำ เกาแรงไปไหมมึง ไม่เจ็บหรือไง

 

นิ้วผมยังไล้วนไปบนแผ่นหลังตรงหน้า

มึงมันก็เป็นแบบนี้ตลอด ทุกเรื่องเลย

มองอยู่จุดเดียว .. จุดหมายของมึง

ระหว่างทางมึงเองจะต้องเจ็บยังไงมึงก็ไม่สน

 

ทำไมไม่รักตัวเองบ้างวะ

 

ไม่สงสารใจตัวเองบ้าง

 

 

มึงเจ็บไม่ใช่หรอ ทำไมไม่ปล่อยเสียที

ความปวดหนึบๆที่อกทำให้ผมต้องกัดลงที่ริมฝีปากของตัวเองเพื่อเบี่ยงเบนความเจ็บปวดนั้น ดวงตารู้สึกร้อนขึ้นมากะทันหัน ไม่รู้ว่าตอนไหนที่น้ำตามันหยดลงไปบนแผ่นหลังข้างล่าง

หยดเดียวเท่านั้น

หยดลงบนตัวอักษรที่มองไม่เห็น

คำพูดที่ไม่เคยพูด และจะไม่มีวันพูดออกไป

‘กูชอบมึง’

หันมาหากูสักที
.

ผมพลาด
พลาดที่ปล่อยให้ความรู้สึกนี้ควบคุมผมได้อีกแล้ว

ทั้งที่ตั้งใจว่าจะเป็นเพื่อนที่คอยอยู่ข้างๆมันไปเท่านั้น

ไม่นานความรู้สึกคงจางไปเอง

ไม่นานเราคงกลับมาสนิทใจกันได้ดังเดิม

แต่กลับกลายเป็นว่า ผมต้องการมากกว่า มากขึ้น มากขึ้นเรื่อยๆ

ต้องการมาก จนตอนนี้มันเริ่มเจ็บ

เจ็บหน่วงๆทุกครั้งที่ต้องคอยห้ามตัวเองไม่ให้แสดงอะไรออกไป

ผมทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ตัวเดิมตัวเก่า ข้างๆตัวที่เจ้าของวางพาดแขนบนโต๊ะแล้วนอนหลับตาพริ้มทับบนท่อนแขนของตัวเองอยู่ก่อนแล้ว

ก้มลงวางแก้มลงบนแขนของตัวเองแล้วมองไปยังไปหน้าใบหน้าเปี่ยมสุขตรงหน้า

รอยยิ้มน้อยๆของมัน ชวนให้สงสัยเหลือว่ากำลังฝันอะไรอยู่

อยากเลื่อนมือไปสัมผัส แต่ก็ทำไม่ได้

ได้แค่มอง

กระทั่งตอนมันแอบงีบหลับอยู่อย่างนี้ผมก็ยังเป็นฝ่ายเฝ้ามองมัน

ทำไม ผมก็ไม่เข้าใจตัวเอง

แต่มันก็เป็นแบบนี้มาตลอด

เราสองคนเป็นเหมือนเพื่อนสนิทที่อยู่ด้วยกันเสมอ

เหมือนขอบฟ้ากับน้ำทะเลที่อยู่ติดกันเมื่อมองออกไป

เราดูเหมือนใกล้กัน แต่แท้ที่จริง ..เราห่างกันไกล

มันคงเป็นท้องฟ้า ส่วนผม ..เป็นน้ำทะเล

น้ำทะเลที่จะสะท้อนเงาเมฆสวยบนท้องฟ้ากลับไปหามันเสมอ เพียงแค่มันมองมาที่ดวงตาคู่นี้

ผมมองมันอยู่ที่มุมนี้มาตลอด มุมของคนที่ยืนอยู่ข้างๆ

แม้แผ่นฟ้าครามอย่างมันไม่เคยสะท้อนภาพของน้ำทะเลกลับมา

ผืนน้ำทะเลก็ยังจะสะท้อนภาพท้องฟ้าสดใสกลับไปเสมอ

ผมจะยังอยู่ตรงนี้เสมอ เพียงแค่มันมองมา

ผมรู้ ใครก็รู้ ว่าท้องฟ้าสะท้อนภาพน้ำทะเลไม่ได้

นั่นยิ่งทำให้สองสิ่งนี้เหมือนกับเราเข้าไปอีก

เพราะผมก็รู้ .. แววตาของเอิ้น ไม่มีวันสะท้อนภาพของผมกลับมา

แต่ ..

ตอนนี้

ดวงตาคู่นั้นตรงหน้า กำลังสะท้อนภาพใบหน้าของผมกลับมา

“พีท .. คุยกันหน่อยดิ”

บางทีเมฆบนฟ้า อาจจะควบแน่นเป็นหยดน้ำ ตกลงมายังท้องทะเลก็ได้

____________________________________________

งงเนอะ เบลอสุด อะไรสุด ขึ้นๆลงๆสั้นๆกุดๆแปลกๆ แล้วจบอะไรของแกเนี่ย!

จะมีใครหลงเข้ามาอ่านไหมหว่า? ถ้ามีก็ขอบพระคุณค่ะที่อ่านช็อตฟิคเมาๆอึนๆหนึ่งเรื่อง นี่เป็นครั้งแรกเลยที่ใช้สรรพนามบุรุษที่ 1 เขียน ทำตัวเป็นพีท 5555 งงเนอะ เออ จริงๆเขียนงงๆ อ่านไม่ค่อยจะรู้เรื่องแบบนี้คือ signature ของเราแหละ(พูดเหมือนเป็นเรื่องดี จริงๆไม่ ฮา!)

เรื่องแรกเปิดบล็อกด้วย บอกเลยว่าเล่นไม่เป็น โพสต์ในนี้คาดว่าคนจะน้อยดี ก๊าก

เรื่่องในซีรีย์มันมาเป็นระลอกเกิน จูนไม่ค่อยถูก(แก้ตัว) มันเลยกุดๆเช่นนี้แล

ส่วนที่เขียนนี่ เพราะเอิ้นพีทมีไม่พอให้หนูดำรงชีพ เขียนเพราะหน่วง .. พรุ่งนี้มารอลุ้นกันว่าจะยังไง หึหึ

ไปล่ะ นอนเฮอะ

3N

เอิ้นพีท

The Love Sick Playlist

All our hopeless romantics, this one’s for you. Because at some point in your life you will be love-sick and will want to listen to some sad, forlorn music that get’s what you’re going through. 35 more words

Playlist

Love Sick The Series Season 2: Episode 16 Recap

Summaries (Spoilers, Obviously) and Comments

Note: I group summaries by story line, not in presentation order. If you want to know how the scenes actually played out in their official sequence, why not follow this… 2,790 more words

LGBT

Mr. Pig's Secret Admire

Ch1:: The One With Free Macarons

Game x Kaii

~#~#~#~#~#~#~#~#~#~#~#~#~#~

Srekkk!

“Apa itu?” tanya Bomb melihat sebuah amplop terjatuh dari locker yang dibuka oleh Kaii. “Entahlah.” 1,748 more words

Fanfiction

Love Sick The Series Season 2: Episode 15 Recap

Summaries (Spoilers, Obviously) and Comments

Note: I group summaries by story line, not in presentation order. If you want to know how the scenes actually played out in their official sequence, why not follow this… 2,717 more words

LGBT

Twice a failure.

I’m going to try again tonight.. Only this time I’m going to have someone else do it.
The police here are pretty trigger happy, so this time I think it’ll finally get done..   163 more words

Lovesick

Book Review: Maldeamores (Lovesick) by Mara White

One word describes Mara White’s Maldeamores (Lovesick): heartbreaking. Lucky and Bey’s story pulls at you–challenging you because their love is forbidden, yet making you empathise with them because their love is like an addiction, an illness they can never overcome. 213 more words

Chick Lit & Women's Fiction