<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><!-- generator="wordpress.com" -->
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	>

<channel>
	<title>22-ถาม-ตอบ &amp;laquo; WordPress.com Tag Feed</title>
	<link>http://wordpress.com/tag/22-ถาม-ตอบ/</link>
	<description>Feed of posts on WordPress.com tagged "22-ถาม-ตอบ"</description>
	<pubDate>Tue, 18 Nov 2008 20:08:05 +0000</pubDate>

	<generator>http://wordpress.com/tags/</generator>
	<language>en</language>

<item>
<title><![CDATA[ทำไงให้อ่อนโยน?]]></title>
<link>http://roundfinger.wordpress.com/2007/10/18/%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a2%e0%b8%99/</link>
<pubDate>Wed, 17 Oct 2007 17:42:34 +0000</pubDate>
<dc:creator>roundfinger</dc:creator>
<guid>http://roundfinger.wordpress.com/2007/10/18/%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a2%e0%b8%99/</guid>
<description><![CDATA[&#8220;พี่เคยเขียนถึงหนังเรื่อง Little Miss Sunshine]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><p>&#8220;พี่เคยเขียนถึงหนังเรื่อง Little Miss Sunshine ใช่ไหม<br />
มันอยู่ตรงไหนอะ หาไม่เจอ&#8221;<br />
&#8220;อ๋อ มันอยู่ใน bloggang&#8221;<br />
&#8220;ถามต่ออีกหน่อย พี่ชอบคนไหนในเรื่อง&#8221;<br />
&#8220;เราชอบปู่ แล้วบีมชอบคนไหน&#8221;<br />
&#8220;ชอบแม่&#8221;<br />
&#8220;อ๋อ อืม ชอบเหมือนกัน&#8221;<br />
&#8220;หากเป็นได้สักครึ่งแบบนั้นคงจะดี&#8221;<br />
&#8220;อืม&#8230;&#8221;<br />
&#8220;ทำไงถึงจะเป็นคนอ่อนโยนอะ?&#8221;<br />
&#8230;</p>
<p>นั่นคือที่มาของบล็อกในวันนี้ครับ<br />
ผมว่ามันเป็นคำถามที่น่าสนใจมาก<br />
น่าสนใจเพราะ<br />
หนึ่ง, ความอ่อนโยนนี่มัน &#8220;ทำ&#8221; กันได้ด้วยหรือ?<br />
สอง, สมมุติว่าทำได้ นั่นสินะ ทำยังไงล่ะ?<br />
&#8230;</p>
<p>ชั่วความคิดแรก ผมตอบน้องไปว่า<br />
&#8220;อย่างแรกเลย คงต้องให้เวลากับการสังเกตล่ะมั้ง&#8221;<br />
แล้วก็ตามด้วยประโยคถัดมาว่า<br />
&#8220;คำถามดีจัง ขอเก็บไปตอบในบล็อกนะ&#8221;<br />
&#8230;</p>
<p>พี่ๆ เพื่อนๆ ล่ะครับ พอจะทราบไหมว่า<br />
&#8220;ทำอย่างไรเราจึงจะเป็นคนอ่อนโยน?&#8221;<br />
เอาเข้าจริงแล้วผมก็ไม่คิดว่าตัวเองเป็นคนประเภทนั้น<br />
แม้จะมีบ้างในเวลาอากาศเย็นๆ และไม่มีคนอยู่ใกล้ๆ<br />
แต่บางคำถามที่ไม่คิดว่าน่าจะเป็นคนตอบ แต่ผมก็ชอบเก็บมาคิด<br />
บ่อยครั้งที่ความคิดและความเข้าใจของเราก็เริ่มจากคำถามที่ดี<br />
ผมอยากเข้าใจและอยากหาคำตอบแบบเดียวกับที่บีมอยากหา<br />
ก็เลยลองเก็บมานั่งคิดดู<br />
&#8230;</p>
<p>แม้จะนั่งคิดได้สักพัก ผมก็ยังคงยืนยันคำตอบในความคิดวินาทีแรก<br />
ผมคิดว่า มีหลายวิธีที่จะนำไปสู่การเป็นคนอ่อนโยน<br />
(ซึ่งแน่นอนว่า ไม่ได้หมายความว่าความอ่อนโยนเป็นสิ่งที่ดีเสมอไป)<br />
แต่ผมคิดว่า วิธีการหลักๆ ก็คือ &#8220;การให้เวลากับการสังเกต&#8221; นั่นเอง</p>
<p>เราสามารถอ่านวรรณกรรมเยาวชนสักสองโหล ดูสารคดีดอกไม้<br />
ชีวิตมด ตัวหนอน ผีเสื้อ ดูหนังที่อ่อนละมุน ฟังเพลงละไม ฯลฯ<br />
สิ่งเหล่านั้นล้วนหล่อหลอมให้เราอ่อนโยนมากขึ้น</p>
<p>แต่หากลองสังเกตให้ดี อาจพบคำตอบคล้ายกันกับผม<br />
ผมว่าความอ่อนโยนเกิดขึ้นจากการใส่ใจ<br />
และการใส่ใจนั้นอาศัยเวลา</p>
<p>คนที่มีเวลาใส่ใจกับสิ่งต่างๆ และผู้คนรอบข้าง<br />
สนใจในรายละเอียด ซึมซับสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่หลายคนมองข้าม<br />
คนคนนั้นนับได้ว่าอ่อนโยนไม่ใช่น้อย</p>
<p>เขียนมาถึงตรงนี้ ผมนึกถึงคำว่า &#8220;sensitive&#8221;<br />
เลยหยิบดิกฯ ขึ้นมาเปิด ในนั้นให้ความหมายไทยๆ ว่า<br />
&#8220;ความรู้สึกไว&#8221; ผมแปลของผมเอาเองว่า &#8220;ขยันรู้สึก&#8221;</p>
<p>คนที่อ่อนโยนน่าจะมี &#8220;ต่อมรับความรู้สึก&#8221; โตเต่งกว่าชาวบ้าน<br />
คืออะไรเข้ามาใกล้ๆ ก็รู้สึกรู้สาไปเสียทุกอย่าง<br />
ฝุ่นตกกระทบผิวหนังก็รู้สึกราวกับ<br />
ใครหย่อนลูกเทนนิสลงมาจากตึกสิบชั้น<br />
โอว&#8230;นั่นก็ขี้รู้สึกเกินไป!</p>
<p>จะว่าไปแล้ว ต่อมๆ นี้ก็คล้ายต่อมอื่นๆ ในร่างกาย<br />
เราเกิดมา มันมีขนาดที่ติดตัวมาแบบหนึ่ง<br />
แต่พอเราเติบโต มันก็เปลี่ยนแปลงไปตามพฤติกรรมการใช้ชีวิตของเรา<br />
ผมจึงคิดว่า เราสามารถฝึก &#8220;ต่อมอ่อนโยน&#8221; ได้<br />
หาก &#8220;สัมผัส&#8221; มันบ่อยเข้า มันจะบวมปูดตึงเต่งมากขึ้นเรื่อยๆ</p>
<p>และ &#8220;เวลา&#8221; นั่นเองคือคำตอบ<br />
คนคนเดียวกัน ในวันที่มีเวลาว่างกับวันที่ยุ่งหัวฟูก็อ่อนโยนไม่เท่ากัน<br />
หากมีเวลา เราจะใส่ใจสิ่งต่างๆ รอบกายมากขึ้น</p>
<p>แต่ก็อีกนั่นแหละ บางครั้ง เราก็ชินชากับชีวิตที่ไม่ค่อยมีเวลา<br />
และชีวิตที่หมุนไวเหมือนกงล้อของหนูถีบจักร<br />
กระทั่งวันที่มีเวลา เราก็มองข้ามสิ่งต่างๆ ที่น่าใส่ใจไปเสียได้</p>
<p>สำหรับผมแล้ว คนที่อ่อนโยนกับคนที่พยายามทำความเข้าใจ<br />
มักจะเป็นคนเดียวกัน นั่นหมายความว่า เขามีเวลานั่งดู<br />
ให้เวลาทำความเข้าใจ และพยายามมองให้เห็นสิ่งที่ไม่ได้เห็นอยู่ตรงหน้า<br />
สิ่งที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง &#8220;ภาพ&#8221; ที่เห็น<br />
สิ่งที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง &#8220;คำพูด&#8221; ที่ได้ยิน<br />
สิ่งที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง &#8220;สัมผัส&#8221; ที่ได้แตะต้อง</p>
<p>นั่นเท่ากับว่า ไม่ &#8220;ผิว+เผิน&#8221; แต่ &#8220;ลึก+ซึ้ง&#8221;<br />
คำว่า &#8220;ลึกซึ้ง&#8221; น่าสนใจ<br />
เคยมีไหม &#8220;ตื้นซึ้ง&#8221; &#8211;ไม่มี!<br />
คนเราจะ &#8220;ซึ้ง&#8221; ได้ ต้องปล่อยความคิดความรู้สึกด่ำดิ่ง &#8220;ลึก&#8221; ลงไปเท่านั้น</p>
<p>ชีวิตทุกวันเต็มไปด้วยผิวและเปลือก บางครั้งก็หน้ากาก<br />
หากมีเวลาเราจะได้ปอกเปลือก แง้มผิว ถอดหน้ากากของสิ่งต่างๆ ออก<br />
แล้วเราก็จะเข้าใจ &#8220;เบื้องหลัง&#8221; มากขึ้น</p>
<p>นั่นคือเหตุผลที่คนอ่อนโยนบางคนน้ำตาไหลเพียงเพราะใบไม้ร่วง!<br />
เพราะในวินาทีนั้น ใบไม้อาจบอกความหมายของชีวิต!<br />
บางครั้งคนเราก็ &#8220;บรรลุ&#8221; อะไรเล็กๆ จากการใส่ใจอะไรบางอย่าง<br />
จ้องมองอะไรนานๆ แล้วอ่านเจอความหมายที่ซ่อนอยู่ลึกลงไป</p>
<p>นั่นในภาพกว้าง หากกล่าวให้แคบขึ้น ในระดับความสัมพันธ์คนต่อคน<br />
จะว่าไปแล้ว เราต่างมี &#8220;ผิว&#8221; และ &#8220;เปลือก&#8221; ด้วยกันทั้งนั้น<br />
หากเราคบกันผิวเผิน พูดคุยด่วนๆ เราก็จะใช้ผิวคุยกับผิว<br />
และเราก็จะรู้จักและเข้าใจกันแบบ &#8220;ผิว+ผิว&#8221;</p>
<p>แต่หากมีเวลา เช่นกันกับการจ้องมองดอกไม้ใบหญ้า<br />
ในคนหนึ่งคนมีสิ่งที่รอให้ค้นหาและเปิดเผยมันออกมา<br />
มีความหมายลึกๆ มีเนื้อหา มีอดีตและเรื่องราวระหว่างทางที่ผ่านมา<br />
หากใครสักคนมีเวลาเพียงพอที่จะใส่ใจนั่งฟังใครสักคน<br />
ผิวก็จะค่อยๆ ถูกกระเทาะ เปลือกจะค่อยๆ ถูกแกะทิ้งไป<br />
แล้วเราก็จะได้สัมผัส &#8220;ข้างใน&#8221; กันมากขึ้น<br />
&#8220;ข้างใน&#8221; ที่ไม่ได้หมายความว่าทั้งคู่แก้ผ้าคุยกัน!</p>
<p>และโดยส่วนใหญ่ เรามักจะรู้สึกดีที่มีคนให้เวลาใส่ใจกับเรามากพอ<br />
มีเวลาทำความรู้จักกันให้ลึกซึ้ง ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ใครก็ต้องการทั้งนั้น<br />
ใครสักคน (หรือหลายคน) ที่จะได้รู้จักและเข้าใจกันจริงๆ</p>
<p>การให้เวลาใส่ใจและทำความเข้าใจคนอื่นทำให้คนเราอ่อนโยนขึ้น<br />
การได้เรียนรู้ความรู้สึกลึกๆ ที่ละเอียดอ่อนของคนอื่น<br />
ก็ช่วยขัดเกลาความรู้สึกของเราให้ละเอียดขึ้นเช่นกัน<br />
ความรู้สึกของมนุษย์ละเอียดอ่อนจะตายไป</p>
<p>หลายสิ่งที่เราเดินผ่าน หลายคนที่เราไม่ได้นั่งลงคุยด้วยจริงจัง<br />
แท้จริงแล้วล้วนมีสิ่งที่รอให้ค้นหาและค้นพบ กระทั่งช่วยกันค้น<br />
คนที่ขี้รู้สึกจะได้สัมผัสโลกมากกว่าคนอื่น<br />
และโดยมากความรู้สึกที่อ่อนโยนมักจะสวยงาม<br />
มีบ้างที่เศร้า เหงา ซึม แต่นั่นก็สวยงามไปอีกอย่างอยู่ดี</p>
<p>อะไรที่รวดเร็วและแข็งกระด้าง ยากที่จะทำให้รู้สึกดี<br />
ความเนิบช้าและการซึมซับต่างหากล่ะที่นำมาซึ่งความอิ่มเอมใจ<br />
และความรู้สึกอันลึกซึ้ง</p>
<p>ในหนังเรื่อง Little Miss Sunshine ตัวละคร &#8220;แม่&#8221;<br />
มีฤทธิ์เป็น &#8220;กลาง&#8221; รับฟัง ใส่ใจ และซึมซับเรื่องราวต่างๆ ของคนอื่น<br />
พยายามยอมรับในสิ่งที่แต่ละคนเป็น และพยายามเป็นตัวประสาน<br />
ทุกคนเข้าด้วยกัน พยายามมองให้เห็นข้างในและเข้าใจทุกคน</p>
<p>พยายาม แต่ใช่ว่าจะสำเร็จ</p>
<p>เขียนมาถึงตรงนี้ ผมเริ่มมีคำแนะนำที่ &#8220;จับต้องได้&#8221; มากขึ้น<br />
เขียนวนเวียนและพูดคุยไปมากับตัวเองมาเสียหลายบรรทัด<br />
สุดท้ายแล้วมีคำแนะนำสำหรับผู้ที่อยากอ่อนโยนเป็นแบบฝึกหัดง่ายๆ<br />
หากวันนี้มีเวลา ลองจับตาจ้องมองแมลงวันดูสักหน่อย<br />
แล้วลอง &#8220;ตกหลุมรักแมลงวัน&#8221; ดูสักตัว</p>
<p>แน่นอน มันอาจต้องใช้เวลาพอสมควร</p>
<p>อะไรที่ทำให้คนเราจะตกหลุมรักแมลงวันได้?<br />
และถ้าใครก็ตามที่ตกหลุมรักแมลงวันได้<br />
ผมคิดว่า เขาก็คงอ่อนโยนไม่ใช่น้อย</p>
<p>ว่าแต่ว่า คุณพอจะมีเวลามองหาความงามของแมลงวันไหม?</p>
</div>]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[คุยกันเรื่องกระแสและหนังสือ]]></title>
<link>http://roundfinger.wordpress.com/2007/09/29/%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%81%e0%b8%aa%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b8%99/</link>
<pubDate>Sat, 29 Sep 2007 07:04:07 +0000</pubDate>
<dc:creator>roundfinger</dc:creator>
<guid>http://roundfinger.wordpress.com/2007/09/29/%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%81%e0%b8%aa%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b8%99/</guid>
<description><![CDATA[&#8220;แพร&#8221; รุ่นน้องที่จุฬาฯ ส่งเมลมาช]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><p>&#8220;แพร&#8221; รุ่นน้องที่จุฬาฯ ส่งเมลมาชวนคุยเรื่อง &#8220;กระแส&#8221; เห็นบอกว่ากำลังช่วยรุ่นน้องที่ชมรมเขียนจุลสารหัวข้อ &#8220;กระแส&#8221; (ถ้าเสร็จแล้วเอามาให้ชมเชยกันบ้างก็น่าจะดีนะแพร)</p>
<p>คำถาม-คำตอบ มีดังต่อไปนี้ครับ นำมาแปะไว้เพราะอยากชวนคุยกับเพื่อนบ้านท่านอื่นๆ เช่นกัน เราต่างก็อยู่ใน &#8220;กระแส&#8221; กันทั้งนั้นนี่!<br />
&#8230;</p>
<p><strong>+มีกระแสอะไรในสังคมที่มีอิทธิพลกับพี่เอ๋อย่างจริงๆ จังๆ บ้าง</strong><br />
อะไรก็ตามที่เกิดเป็นกระแสขึ้นมาแล้วเป็นเรื่องที่ใกล้เคียงกับความสนใจของเรา เราก็จะลองเข้าไปร่วมกระแสด้วย ไม่ใช่คนที่ปฏิเสธกระแส แถมยังอยากรู้ด้วยว่าทำไมมันถึงฮิตขึ้นมาได้ อย่างแฮร์รี่ พ็อตเตอร์ หรือ ดาวินชี โค้ด เป็นกระแสขึ้นมา เป็นเรื่องหนังสือ ซึ่งเป็นเรื่องที่เราชอบ เราก็จะลองอ่านดู กระแสทางการเมืองก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของเราบางครั้งก็สนใจ กระแสหนัง เพลง กีฬา ก็มีอิทธิพลทั้งนั้นครับ อย่างตอนฟุตบอลโลกหรือฟุตบอลยุโรปนี่ก็เข้าขั้นติดงอมแงมเลยครับ แต่คิดว่ากระแสมีอิทธิพลกับเราในแง่ที่ทำให้อยากรู้อยากเห็นว่าเพราะอะไรมันจึงเป็นกระแสขึ้นมาได้ เหมือนเวลาเห็นไทยมุงกำลังมุงอะไรอยู่สักอย่าง เราก็อยากรู้ว่าเขามุงอะไร แต่เมื่อลองเข้าไปสัมผัสมัน เห็นมันด้วยตัวเองก็ต้องไตร่ตรองดูอีกทีว่าจะคล้อยตามกระแสหรือไม่ คือกระแสไม่ได้มีอิทธิพลกับเราในแง่ที่ว่าเมื่อคนส่วนใหญ่ชอบแล้วเราจะต้องชอบด้วยน่ะครับ</p>
<p><strong>+พี่เอ๋มีกระแสในฝันมั้ย หมายถึงสิ่งที่อยากให้กลายเป็นกระแสขึ้นมา</strong><br />
กระแสในฝันคงอยากให้มีกระแส &#8220;ใจกว้าง&#8221; คือให้การเปิดรับความคิด ความเชื่อที่แตกต่างของเพื่อนมนุษย์คนอื่น &#8220;ฮิต&#8221; ขึ้นมา เพราะถ้ากระแสนี้ฮิตขึ้นมาจริงๆ พวกเราคงทะเลาะกันน้อยลง และโลกคงสงบกว่าที่เป็นอยู่ครับ</p>
<p><strong>+ มีความคิดเห็นยังไงบ้างคะกับวงการหนังสือบ้านเราสมัยนี้</strong><br />
ในร้านหนังสือมีหนังสือหลากหลายมากขึ้นเรื่อยๆ คนอ่านมีโอกาสได้เลือกอ่านตามความชอบที่แตกต่างกันไป และแต่ละคนก็อาจจะอ่านหนังสือหลากหลายแนวมากขึ้น เราชอบให้ร้านหนังสือมีหนังสือเยอะๆ และหลากหลาย เพราะเชื่อว่าไม่ว่าหนังสือชนิดไหน เล่มไหน ก็มีคุณค่าบางอย่าง แต่ผู้อ่านที่มีคุณภาพไม่ควรอ่านหนังสือแคบๆ แค่แบบเดียว ทางด้านของสำนักพิมพ์และนักเขียน ถ้าผลิตผลงานที่มีแนวทางที่หลากหลายมากยิ่งขึ้นก็น่าจะทำให้วงการหนังสือคึกคัก ไม่ใช่เลือกพิมพ์เฉพาะเล่มที่คิดว่าจะขายได้ หรือพยายามผลิตตามกระแสที่กำลังขายดีอยู่ในช่วงนั้น</p>
<p><strong>+ ตั้งแต่มี Harry Potter ดูเหมือนหนังสือแนวแฟนตาซีจะเป็นที่นิยมมากขึ้น พี่เอ๋ชื่นชอบแนวนี้บ้างหรือเปล่าคะ คิดว่ามันเป็นยังไงบ้าง</strong><br />
หนังสืออย่างแฮร์รี่ พ็อตเตอร์ เหมือนก้อนหินนำทาง พอโยนลงน้ำแล้วก็เกิดแรงกระเพื่อมเป็นวงกว้าง จริงๆ แล้วแฮร์รี่ฯ ไม่ได้ทำให้นวนิยายแฟนตาซีเป็นที่นิยมมากขึ้นเท่านั้น แต่ยังทำให้เด็กๆ กระเถิบตัวเข้ามาใกล้และรู้สึกสนุกกับ &#8220;หนังสือ&#8221; มากขึ้น เราอ่านแฮร์รี่ฯ เล่มหนึ่งและเล่มสองด้วยความตื่นเต้นและสนุกไปกับมันจนวางไม่ลง แต่อาจเพราะขี้เบื่อ ไม่ชอบอ่านแนวเดียวนานๆ ก็เลยเลิกอ่านไปเมื่อมาถึงเล่มที่สาม และก็ไม่ได้อ่านนวนิยายแฟนตาซีเล่มอื่น อะไรที่อ่านมาเยอะเกินไปจะเริ่มเบื่อ แล้วก็หันไปสร้างกระแสให้ตัวเองอ่านอย่างอื่นแทน</p>
<p><strong>+ แล้วอย่างพวกนิตยสารต่างๆ พี่เอ๋เห็นด้วยหรือเปล่าว่ามันมีส่วนกำหนดความนิยมต่างๆ ในสังคม</strong><br />
นิตยสารก็เป็นสื่อสาธารณะชนิดหนึ่ง ซึ่งแน่นอนว่าต้องมีผลกระทบกับคนในวงกว้าง และยิ่งหากเรามีนิตยสารที่ไม่หลากหลายเพียงพอก็ยิ่งง่ายต่อการสร้างกระแสเพราะทุกเล่มถ่ายภาพโป๊ๆ เหมือนกัน สนใจเรื่องราวของความสวยความงามเหมือนกัน สัมภาษณ์ไฮโซเหมือนกัน ก็ย่อมผนึกกำลังกันสร้างค่านิยมบางอย่างขึ้นในสังคมเป็นธรรมดา แต่หากมีนิตยสารแนวทางอื่นอย่าง สารคดี, โอเพ่น หรือ ค.คน ออกมาปะปนบนแผง ก็จะมีค่านิยมแบบที่ต่างไปให้เลือกนิยมกัน</p>
<p><strong>+ ส่วนตัวพี่เอ๋ติดตามนิตยสารแนวไหนเป็นพิเศษบ้างไหม</strong><br />
นิตยสารที่อ่านประจำคือ มติชนสุดสัปดาห์, จีเอ็ม, อะเดย์, เวย์, เนชั่นแนล จีโอกราฟิก, สารคดี, ค.คน พวกนี้นี่ถ้าเจอเล่มใหม่ก็รีบซื้อทันที เมื่อลองมานั่งดูแล้วก็เหมือนว่าจะเป็นนิตยสารที่นำเสนอข้อมูลเชิงสารคดีที่มีเนื้อมีหนัง อ่านแล้วเข้าใจคนในสังคมอื่น ได้เห็นชีวิตที่แตกต่าง และมีคำอธิบายหรือข้อมูลที่เป็นประโยชน์และทำให้เราเข้าใจโลกแวดล้อมรอบตัวเรามากขึ้น คนที่เลือกมาสัมภาษณ์ก็น่าสนใจ นักสัมภาษณ์เองก็เก่ง ส่วนมติชนสุดสัปดาห์นั้นก็เหมือนสรุปข่าว วิเคราะห์ประเด็นในแต่ละสัปดาห์ แถมยังมีคอลัมน์ดีๆ ให้อ่านอีกมากมาย นอกจากนิตยสารที่อ่านประจำพวกนี้ ก็ซื้อนิตยสารเกี่ยวกับการตลาดและเทรนด์ อย่าง มาร์เก็ตเทียร์, โพสิชันนิ่ง ถ้าเป็นเทรนด์หรือประเด็นที่เราสนใจ นิตยสารเกี่ยวกับการออกแบบก็ชอบซื้ออ่านครับ อย่าง อาร์ตโฟร์ดี ก็อ่านสนุกครับ</p>
<p><strong>+ เกี่ยวกับหนังสือของตัวเอง พี่เอ๋คิดในแง่ที่ว่ามันจะออกไปก่อให้เกิดผลกระทบอย่างไรต่อสังคมไหม หรือเป็นความอยากบอกเล่าเรื่องราวประสบการณ์ต่างๆ ของเรามากกว่า</strong><br />
แล้วแต่เล่มนะครับ บางเล่มก็ตั้งใจส่งสารอะไรบางอย่างออกไปถึงคนที่เราอยากคุยด้วย ไม่ได้ตั้งใจว่ามันจะต้องไปเปลี่ยนแปลงความคิดใคร แต่ตั้งใจว่าอยากชวนคุยกันเรื่องนี้ ผมคิดอย่างนี้ คุณคิดยังไง แต่บางเล่มก็เหมือนวาดภาพน่ะครับ มีอารมณ์แบบนี้อยู่ อยากวาดมันออกมา หากใครมีความรู้สึกร่วมก็มาดูภาพแล้วรู้สึกไปด้วยกัน บางเล่มก็อยากให้คนอ่านสนุกไปกับมัน และคนเขียนเองก็สนุกที่ได้เขียน ก็แค่นั้น แต่สิ่งหนึ่งที่คิดไว้ในใจเสมอคือ เราไม่ได้กำลังเขียนไดอารี่ที่จะเก็บไว้อ่านคนเดียว มันจะออกไปอยู่ในร้านหนังสือและอาจจะมีคนหยิบมันขึ้นมาอ่าน เพราะฉะนั้นต้องระวังผลกระทบที่ไม่ดี หรือการมีทัศนคติต่อโลกต่อคนอื่นในเชิงลบ แบบนั้นนี่ไม่ควรจะเกิดขึ้น</p>
<p><strong>+ มันเป็นภาระความรับผิดชอบของตัวผู้เขียนหรือเปล่าที่การที่หนังสือนั้นๆ เป็นที่ยอมรับขึ้นมาแล้ว ต้องพยายามรักษาระดับคุณภาพนั้นไว้</strong><br />
แหม พูดว่าเป็นภาระนี่ดูหนักหนานะครับ เราเชื่อว่านักเขียนหรือนักสร้างสรรค์ผลงานทุกคนก็อยากรักษาคุณภาพของผลงานไว้ในระดับที่ดี หรือถ้าเป็นไปได้ก็อยากพัฒนาให้มันดียิ่งๆ ขึ้นไป แต่ความดีนี่พูดยากนะครับ และก็ไม่สามารถนำมาวัดกัน นำมาเปรียบเทียบกันได้แบบเล่มต่อเล่ม บรรทัดต่อบรรทัด เพราะหนังสือแต่ละเล่มก็มีหน้าที่และมีความหมายของมัน เหมือนที่เราไม่สามารถบอกว่า คุณลุงคนสวนมีคุณค่าน้อยกว่าท่านประธานบริษัท เรื่องคุณภาพเป็นเรื่องที่คนอ่านมีมันเก็บไว้ในใจของตัวเอง เมื่อได้อ่านแล้วทุกคนย่อมตัดสินหนังสือเล่มนั้นโดยอัตโนมัติ ชอบ-ไม่ชอบ ห่วย-ดี ก็ล้วนแต่ตัดสินตามมาตรฐานความชอบและรสนิยมส่วนตัว ที่ว่า &#8220;หนังสือคุณภาพ&#8221; นั้น โดยมากมักจะตัดสินใจจากความชอบหรือการยอมรับของคนในวงกว้าง หรือคนที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับ แต่จริงๆ แล้ว เราว่านักเขียนเองก็มีคุณภาพในใจของเขา และหากหนังสือเล่มนั้นผ่านเกณฑ์คุณภาพที่เขาตั้งไว้มันก็น่าพอใจแล้ว หนังสือบางเล่มก็มีคุณค่าแบบตลกคาเฟ่ แค่ทำให้คนขำได้ก็นับว่าคุณภาพยอดเยี่ยมแล้วว่าไหม</p>
<p><strong>+ บางทีการเขียนหนังสือให้คงความเป็นตัวของตัวเองมันไม่เอื้อกับความต้องการของตลาด/ผู้อ่าน โดยทั่วไป พี่เอ๋มีคำแนะนำอย่างไรบ้างคะ</strong><br />
เราไม่เชื่อว่าหนังสือที่พยายามเขียนเอาใจคนอ่านจะเป็นหนังสือที่ดี เหมือนผู้ชายคนหนึ่งพยายามทำอะไรก็ตามให้หญิงสาวประทับใจ แต่สุดท้ายก็ทำไปไม่ได้ตลอด เพราะมันไม่ได้เป็นตัวจริงของเขา การเขียนหนังสือที่ดีน่าจะออกมาจากความคิดความเชื่อของตัวเองจริงๆ ไม่อย่างนั้นจะเขียนหนังสือกันทำไม เหมือนพ่อครัว คนที่เดินเข้ามากินร้านเราก็เพราะเขาติดใจในรสชาติ รู้ว่าร้านนี้ก็ต้องรสนี้ ไม่ใช่ว่าเตรียมกระทะเตรียมตะหลิวรอไว้ ลูกค้าเดินเข้ามาจะสั่งอะไรก็ได้ ใส่ผักน้อย หวานหน่อย เค็มนิด สับหมูให้ละเอียดหน่อยเฮีย แบบนั้นก็เหมือนทำตามใจคนสั่ง แล้วความคิดของเราจริงๆ มันอยู่ตรงไหน เหมือนคนเขียนเองก็ยังไม่เข้าใจตัวเองด้วยซ้ำไป ในมุมของคนเขียน เราไม่คิดว่าหนังสือเป็นสินค้า และยิ่งไม่คิดว่าหนังสือจะเป็นสินค้าที่ต้องปรับตัวตามความต้องการของตลาด คงต้องถามก่อนว่าเราจะเขียนหนังสือพิมพ์หนังสือสักเล่มเพื่ออะไร ถ้าโจทย์คือเพื่อขาย ก็แปลว่าเรามองว่าหนังสือคือ สินค้า ถ้าอย่างนั้นก็โซ้ยกันให้สนุกเลย ออกไปเก็บข้อมูลเลยว่า ตอนนี้ตลาดกำลังต้องการอะไร มีช่องว่างทางการตลาดรูไหนให้เสียบบ้าง ปกแบบไหนที่คนชอบ ตั้งชื่อให้แรงๆ มีเรื่องบนเตียงใต้เตียงด้วยดีไหม ถ้าคิดแบบนั้นก็คงต้องมีกระบวนการในการผลิตและการเขียนแบบนั้น คือเป็นหนังสือที่เขียนจากข้างนอก เขียนขึ้นจากการตลาดเพราะอยากได้ตังค์ แต่เราชอบหนังสือที่เขียนและผลิตขึ้นจากข้างในมากกว่า เขียนในสิ่งที่คิดและเชื่อ พิมพ์ออกมาเพราะอยากพิมพ์ เชื่อว่ามันเป็นสิ่งที่ดี ส่วนจะขายหรือไม่ อันนี้ค่อยมาคิดกันตอนทำเสร็จแล้ว ว่าจะหุ้มเปลือกมันอย่างไร ประชาสัมพันธ์มันอย่างไร ให้คนหันมาสนใจ ส่วนเรื่องความเป็นตัวของตัวเองที่จะถูกใจตลาดหรือไม่นั้นเป็นเรื่องของดวงครับ บางคนมีรสนิยมตรงกับคนส่วนใหญ่ บางคนก็ดันไม่ตรงกับคนส่วนใหญ่ แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องที่เขาจะต้องปรับตัวเพื่อเอาใจคนส่วนใหญ่ เราว่าอาจเป็นหน้าที่ของบรรณาธิการหรือสำนักพิมพ์ที่จะต้องคิดว่าจะนำเสนอผลงานของเขาอย่างไรให้คนส่วนใหญ่สนใจมากกว่า แล้วอีกอย่าง ถ้านักเขียนทุกคนปรับตัวเขียนให้ตลาดชอบ เราจะมีนักเขียนหลายคนกันไปทำไม ในเมื่อทุกคนก็เขียนคล้ายๆ กัน</p>
<p><strong>+ ทำไมหลายครั้งหนังสือที่เราคิดว่าดีกลับไม่ดัง แต่หนังสือที่ดังบางเล่มกลับทำให้เราเกิดคำถามว่าดังเพราะอย่างอื่นที่ไม่ใช่คุณภาพของตัวงานหรือเปล่า</strong><br />
หนังสือทั้งสองแบบที่พูดมาน่าสนใจไปคนละแบบ แบบแรกที่คิดว่าดี ก็คงต้องถามว่า &#8220;ดี&#8221; ของใคร วัดจากอะไร ใช้อะไรเป็นเกณฑ์ เราไม่คิดว่าหนังสือที่มีเนื้อหาสาระหนักอึ้งหรือลึกซึ้งจะเป็นหนังสือดีสำหรับทุกคน แต่มันมักจะดีในมุมมองของคนที่คิดว่าหนังสือเป็นเรื่องจริงจังและสูงส่ง แต่จริงๆ แล้ว ขายหัวเราะก็เป็นหนังสือเหมือนกัน บางคนก็อ่านหนังสือเพื่อความเพลิดเพลินเท่านั้น หนังสือดีสำหรับเขาอาจเป็นหนังสือที่อ่านแล้วเพลินมากไม่ใช่หนังสือที่ทำให้เข้าใจชีวิตอันลึกซึ้งมากขึ้น ซึ่งไม่แน่ว่าวันหนึ่งเขาอาจจะต้องการหนังสือแบบนั้นก็ได้ เรื่องน่าสนใจมีอยู่ว่า หากเราเชื่อเหลือเกินว่าหนังสือเล่มนี้ดีสุดๆ อยากให้ผู้คนทั้งประเทศได้อ่านกัน เราจะนำเสนอความเชื่อของเราออกไปอย่างไร ทำอย่างไรที่จะโน้มน้าวให้คนหันมาสนใจความดีงามของหนังสือเล่มนั้น ไม่ใช่แค่จะมานั่งบ่นกันว่า เฮ้อ คนไทยรสนิยมต่ำ อ่านแต่หนังสือขยะ หนังสือดีๆ แบบนี้ไม่มีใครอ่าน เราว่ามันเป็นหน้าที่ของคนที่เชื่อว่าหนังสือเล่มนั้นดี (ไม่ว่าจะเป็นสำนักพิมพ์ หรือ นักวิจารณ์) ว่าจะบอกความดีงามที่ตนได้สัมผัสมาส่งต่อไปยังผู้อื่นอย่างไร จะสร้างรสนิยมแบบอื่นในการอ่านให้กับคนในวงกว้างได้อย่างไร จากที่เคยอ่านเอาเพลิน ลองอ่านเอาสาระบ้างไหม ยิ่งรู้เยอะยิ่งสนุกนะ ซึ่งก็คงต้องใช้เวลา แต่อย่างไรเราก็คิดว่า เรื่องสนุกมักจะขายได้มากกว่าสาระจริงจังเป็นปกติของโลกอยู่แล้ว คนที่ชอบเรียนรู้จากหนังสือมักจะเชื่อว่าหนังสือทำให้เราเข้าใจโลกและชีวิตมากขึ้น แต่จริงๆ แล้วแต่ละคนก็มีวิธีทำความเข้าใจโลกและชีวิตในแบบที่แตกต่างไป อาจไม่จำเป็นต้องอ่านหนังสือก็ได้ ส่วนหนังสือที่ดังแต่เราคิดว่าคุณภาพไม่ดี อาจไม่ใช่เรื่องที่ต้องไปนั่งจับผิดว่าเขาไม่ดีตรงไหน แต่น่าศึกษาจากเขามากกว่าว่า ขนาด(เราคิดว่า)ไม่ดีเขายังขายได้เป็นแสนเล่ม อะไรกันหนอที่มันทำให้ของไม่ดีขายได้ขนาดนั้น และมีส่วนไหนที่เราจะนำมาปรับใช้กับหนังสือดีที่อยู่ในมือเพื่อให้มันขายดีมากขึ้นได้บ้าง</p>
<p><strong>+ เกี่ยวกับงานเขียนออนไลน์ล่ะคะ มันจะทำให้วัฒนธรรมการอ่านการวิจารณ์ของเราเป็นไปในทางที่ดีขึ้นไหม หรือพี่คิดว่าไง</strong><br />
ในด้านของการอ่าน งานเขียนออนไลน์อาจทำให้พฤติกรรมในการอ่านเปลี่ยนไป คืออาจต้องการอะไรที่สั้น กระชับมากขึ้น เพราะไม่ต้องการจ้องจอสว่างๆ นานเกินไป อีกพฤติกรรมที่น่าสนใจคือ เวลาเราอ่านงานเขียนออนไลน์มันง่ายต่อการค้นคว้าต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการคลิกเข้าไปตามลิงค์ต่างๆ ที่ผู้เขียนทำลิงค์ไว้ให้ หรือเราจะลองไปค้นคว้าหาต่อเองในอินเตอร์เน็ต ซึ่งก็ทำได้ทันทีในเวลานั้น ง่ายและเร็ว ทำให้เราไม่ได้จบการอ่านลงแค่บทความนั้นๆ แต่ยังขยายการอ่านออกไปอีก ซึ่งบางครั้งมันก็เชื่อมต่อไปยังเรื่องอื่นๆ ไม่รู้จบ ตรงนี้เรามองว่าเป็นประโยชน์นะ เพราะผู้อ่านจะรู้ข้อมูลมากขึ้น รอบด้านมากขึ้น และก็มีโอกาสวิเคราะห์ ตรวจสอบ และกลั่นกรองให้เป็นความคิดของตัวเองได้มากกว่าการอ่านจากบทความใดบทความหนึ่งเพียงแค่ชิ้นเดียว แถมยังสร้างนิสัยการ &#8220;คลิกลิงค์&#8221; ซึ่งก็คือการค้นคว้าหาต่อนั่นเอง อีกสิ่งที่ดีก็คือการได้เชื่อมโยงสิ่งหนึ่งเข้ากับอีกหลายๆ สิ่ง น่าจะนำมาซึ่งมุมมองที่กว้างขึ้นและเห็นผลกระทบจากสิ่งหนึ่งไปสู่อีกสิ่งหนึ่ง ทั้งในแง่ของแรงบันดาลใจ และการส่งผลกระทบในแง่ที่ไม่ดี</p>
<p>ในส่วนของการวิจารณ์ เราว่าเวทีออนไลน์ทำให้ผู้คนกลายเป็นนักคิดนักเขียนกันมากขึ้นมาก คือปกติคนเรามักจะคิดและมีทัศนคติกับสิ่งต่างๆ อยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว เพียงแค่เราไม่ได้ไปนั่งบ่นให้ใครฟัง หรือเราไม่ได้เขียนมันออกมาบนหน้ากระดาษ ได้แต่คิดแล้วก็สลายตัวไป แต่พอมีบล็อก มีไดอารี่ออนไลน์ หลายคนมีเรี่ยวแรงเขียน อยากเขียน เพราะเขียนแล้วมีคนอ่าน มีคนมาฟังความคิดของเรา มีคนมาแลกเปลี่ยน ถกเถียง และสนับสนุน เมื่อไม่ได้คิดอยู่คนเดียวก็เลยสนุกและต่อยอดความคิดได้ การเขียนบล็อกและเขียนไดอารี่ออนไลน์จะทำให้คนขยันคิดกับเรื่องต่างๆ มากขึ้น ในแง่ของวัฒนธรรมการวิจารณ์ก็น่าจะทำให้เกิดมาตรฐานความดีงามที่หลากหลายมากขึ้น ไม่ใช่ความดีงามที่อยู่ในอุ้งมือของนักวิจารณ์มืออาชีพ หรืออาจารย์ที่มีความรู้เสมอไป เสียงเล็กๆ ของคนธรรมดา ในฐานะของคนที่อยู่ในสังคมเดียวกัน รับสื่อเหมือนกัน ก็มีเวทีให้แสดงทัศนคติ ความเชื่อ ความชอบ และได้บอกเหตุผลของตัวเองให้คนอื่นฟัง ซึ่งเราว่าทุกความคิดล้วนแล้วแต่น่ารับฟัง เพราะมันสะท้อนอะไรบางอย่างในสังคมเสมอ ไม่เฉพาะความคิดเห็นที่เต็มไปด้วยทฤษฎีเท่านั้นที่น่าอ่าน แต่ความรู้สึกในไดอารี่ของเด็กมัธยมสักคนก็น่าสนใจไม่น้อยไปกว่ากัน</p>
<p>(ขอบคุณแพรที่ชวนคุยครับ)</p>
</div>]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[หั่นเวลา]]></title>
<link>http://roundfinger.wordpress.com/2007/08/20/%e0%b8%ab%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%a5%e0%b8%b2/</link>
<pubDate>Mon, 20 Aug 2007 14:17:14 +0000</pubDate>
<dc:creator>roundfinger</dc:creator>
<guid>http://roundfinger.wordpress.com/2007/08/20/%e0%b8%ab%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%a5%e0%b8%b2/</guid>
<description><![CDATA[&#8220;บีม&#8221; เข้ามาทักในเอ็มเอสเอ็น แล้]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><p>&#8220;บีม&#8221; เข้ามาทักในเอ็มเอสเอ็น แล้วโยนคำถามใส่<br />
&#8220;พี่ สั้นๆ เลย ขอคำถามหนึ่ง พี่แบ่งเวลายังไงในแต่ละวัน&#8221;<br />
ผมบอกบีมไปว่า &#8220;ขอเก็บไปตอบในบล็อกนะ&#8221;<br />
&#8220;ได้เลยพี่&#8221;<br />
&#8230;</p>
<p>จริงๆ แล้วผมไม่คิดว่าจะเป็นคนที่เหมาะกับคำถามนี้<br />
โน่น&#8230;คุณสรยุทธ, คุณปัญญา, ไชยา มิตรชัย,<br />
พี่กอล์ฟน้องไมค์, พี่แดนน้องบีม, น้องอั้ม, น้องแพนเค้ก,<br />
คุณสนธิ (ทั้งสองสนธิ) หรือกระทั่งคุณทักษิณ<br />
น่าจะมีคำตอบที่ดีและน่าสนใจกว่าตั้งเยอะ<br />
เพราะวันหนึ่งวันหนึ่งพวกเขาทำกิจกรรมอะไรได้ตั้งมากมาย<br />
โดยเฉพาะสามคนหลังนี่น่าสนใจยิ่งว่ามีเวลาคิดแผนการ<br />
อะไรต่อมิอะไรเพื่อประมือกันมากมายขนาดนั้นได้อย่างไร</p>
<p>พนักงานออฟฟิศตัวดำๆ เอ้ย ตาดำๆ อย่างผม<br />
เวลาว่างเยอะแยะไป ใช้ไม่ค่อยจะหมด (อันนี้เว่อร์ละ)<br />
แต่เมื่อบีมถามมา ก็เห็นว่าน่าคุย (กับตัวเอง) เล่นๆ ดูสักตั้ง<br />
&#8230;</p>
<p>ผมเพิ่งได้อ่านบทสัมภาษณ์ของ Lin Shumin<br />
(น่าจะอ่านว่า หลิน ชูหมิน-เดาเอาครับ)<br />
คิวเรเตอร์ของ Shanghai Biennale เมื่อปี 2006<br />
หนึ่งในบทสัมภาษณ์เขาตอบว่า &#8220;เฉลี่ยแล้วผมนอนคืนละ<br />
สี่ชั่วโมงครึ่ง ตั้งแต่อายุได้สามสิบปี นิสัยนี้เริ่มติดตัวผมตั้งแต่<br />
ผมเริ่มหัดวาดรูป ผมเริ่มรู้สึกว่า การนอนเป็นเรื่องเสียเวลา&#8211;<br />
เวลาที่น่าจะเอามาใช้สอยไปกับงานศิลปะ&#8221;</p>
<p>&#8220;การนอนเป็นเรื่องเสียเวลา&#8221; ฟังแรกๆ ก็ดูคมบาดตาบาดใจดี<br />
แต่พอผ่านไปสักสอง-สามวินาที ผมก็รู้สึกอี๋ๆ นิดหน่อย<br />
ผมว่ามันเท่ไปนิดหนึ่ง ก็เลยรีบส่ายตาไปมองรูปถ่ายของเขา<br />
ไม่แก่เว้ยเฮ้ย นอนน้อยแต่ก็ยังหน้าเด็กและสดใส เอาไปโฆษณา<br />
โฟมล้างหน้านีเวียฟอร์เมนได้อยู่ สงสัยจะมีความสุขกับการอดนอน<br />
&#8230;</p>
<p>สมัยเรียนสถาปัตย์ อาจารย์สาวแกร่งท่านหนึ่งบอกกับพวกเราว่า<br />
&#8220;พวกเธอกำลังจะถูกทำให้กลายพันธุ์ เธอกำลังจะกลายร่างไปเป็น<br />
มนุษย์อีกสปีชี่ส์ เป็นสปีชี่ส์ที่ไม่ต้องนอนก็มีชีวิตได้ อึด ทรหด<br />
และต้องการการพักผ่อนน้อยกว่ามนุษย์ทั่วไป&#8221;<br />
ฟังแว่บแรกก็ดูน่าสนใจและทรงพลัง แต่แว่บหลังเพิ่งนึกได้ว่า<br />
ชีวิตในคณะนี้มันคือนรกดีๆ นี่เอง</p>
<p>งานเขียนแบบและการคิดแบบทุกคืนฝึกให้พวกเรากลายพันธุ์จริงๆ<br />
บางคนถึงทุกวันนี้ยังไม่สามารถนอนก่อนเที่ยงคืนได้ ผมก็เป็นหนึ่งในนั้น<br />
และพวกเราชาวไอดี (ภาควิชาการออกแบบอุตสาหกรรม) ยิ่งอึดกว่า<br />
พวกเพื่อนๆ ภาควิชาอื่นอีกมาก เราไม่หลับไม่นอนกันบ่อยไป<br />
นั่งทอผ้ากันถึงพระมาทักทางวิทยุตอนตีห้าเกือบทุกวันในช่วงนั้น<br />
จากอยากนอน กลายเป็นไม่อยากนอน จากรักหมอน กลายเป็นรักความเงียบ<br />
และความเงียบก็มักจะค่อยๆ ย่องออกมาในช่วงดึกเสมอ</p>
<p>อาจารย์ไอดีท่านหนึ่งบอกกับพวกเราว่า &#8220;ไม่ต้องนอนให้มันมากนักหรอก<br />
นอนวันละสามชั่วโมงนี่ก็เต็มที่แล้ว&#8221; นั่นไง ผมถึงไม่ค่อยตกใจกับชั่วโมง<br />
การนอนโดยเฉลี่ยของคิวเรเตอร์หนุ่มคนนี้สักเท่าไหร่ เพราะอาจารย์ผม<br />
นอนน้อยกว่าเขาเสียอีก<br />
&#8230;</p>
<p>วันนั้นผมตรวจสุขภาพที่ออฟฟิศ คุณหมอดูผลแล้วบอกกับผมว่า<br />
&#8220;คุณความดันต่ำนิดๆ นะ&#8221; ฟังไม่ค่อยเป็นมงคล เลยเอ่ยปากถาม<br />
&#8220;แล้วจะตายไหมครับหมอ?&#8221; หมอยิ้ม &#8220;ตายเร็วแน่ เฮ้ย หมอล้อเล่น<br />
ไม่มีอะไรหรอก ความดันต่ำนิดๆ นี่ดีนะ อ้วนยาก กินยังไงก็ไม่อ้วน<br />
แล้วก็อึด เหนื่อยยาก ถึงทำงานเยอะๆ ก็จะไม่ค่อยรู้สึกเหนื่อย&#8221;<br />
&#8230;</p>
<p>ทั้งหมดที่เล่ามาไม่เกี่ยวกับการแบ่งเวลาเลยสักนิด<br />
นี่ก็ &#8220;กิน&#8221; เวลาเพื่อนบ้านที่เข้ามาอ่านไปหลายนาทีแล้ว<br />
ยังไม่เข้าเรื่องเลย</p>
<p>ผมว่า ประโยคที่บอกว่า คนเรามีเวลาเท่ากันวันละยี่สิบสี่ชั่วโมง นั้น<br />
ไม่ค่อยจะจริงนัก จริงๆ แล้วคนเรามีเวลาไม่เท่ากันเลยต่างหาก<br />
ญาติของผมคนหนึ่งไม่ค่อยแข็งแรงจำเป็นต้องนอนมากๆ<br />
เธอไม่เคยได้ดูละครหลังข่าวเลยสักเรื่อง ไม่เคยได้เห็นหน้า<br />
พี่ป๋อ-ณัฐวุฒิ สะกิดใจ เลยสักหน บางคนอาจต้องเอาเวลาไปดูแลลูก<br />
บ้างก็ดูแลพ่อแม่ บ้างก็ดูแลสามี ภรรยา บ้างก็ต้องดูใจแฟนหนุ่มแฟนสาว<br />
บางคนก็ใช้เวลาไปกับการเปลี่ยนน้ำตู้ปลา แปรงขนหมา ให้อาหารแมว<br />
เราต่างมีเรื่องให้ต้องควักเวลาออกมาใช้สอยต่างกันไป-ไม่เท่ากัน</p>
<p>เพราะเราไม่ได้ใช้เวลาอยู่คนเดียว<br />
แต่เวลาของเรานั้นมีคนอื่นมาร่วมใช้สอยด้วย<br />
บางคนก็มีคนมาช่วยใช้เวลาจนไม่มีเวลาเป็นของตัวเอง<br />
บางคนก็ไม่มีคนมาช่วยใช้ จนรู้สึกว่า พระอาทิตย์ขึ้นช้าจัง</p>
<p>กระทั่ง ความต้องการในการนอนของร่างกายแต่ละคนยังไม่เท่ากันเลย<br />
แล้วเราจะพูดว่า คนเรามีเวลาคนละยี่สิบสี่ชั่วโมงเท่ากันได้อย่างไร?<br />
&#8230;</p>
<p>สำหรับคนที่สูงวัยแล้ว,<br />
ยังจำพลัง ความมุ่งมั่น และขอบตาคล้ำๆ คู่นั้นได้ไหม? คู่ไหน?<br />
ก็คู่ที่อ่านหนังสือยันตีสามตีสี่เพื่อที่จะตะเกียกตะกายวิ่งเข้ามหาวิทยาลัย<br />
ที่ใฝ่ฝันตอนนั้นไงล่ะ ตอนสมัยที่พวกเราจะเอ็นทรานซ์กัน สำหรับผมแล้ว<br />
ช่วงเวลานั้นเป็นช่วงที่ขยันที่สุดช่วงหนึ่งของชีวิต </p>
<p>จะเปรียบไปก็เหมือนอาการ &#8220;ยกตุ่ม&#8221; ตอนที่บ้านไฟไหม้<br />
คือพอเห็นว่าไฟกำลังจะไหม้อนาคตอย่างที่ผู้ใหญ่เขาขู่กัน<br />
ก็รีบเบ่งพละกำลังทั้งหมดที่มีมา &#8220;ยกตุ่ม&#8221; หนีไฟกันยกใหญ่<br />
พลังตอนนั้นมากมายกว่าในช่วงเวลาธรรมดามากนัก</p>
<p>อย่างที่เขาบอกกัน ว่าที่จริงคนเรามีพลังมากกว่าที่เราใช้<br />
บางตำราว่าไว้ว่า ปกติแล้วเราใช้พลังความคิดแค่สิบในร้อย<br />
ของทั้งหมดที่เรามีเท่านั้นเอง</p>
<p>และก็คงจะแข็งแรงดี ถ้าเรา &#8220;ยกตุ่ม&#8221; ได้ตอนไฟไม่ไหม้<br />
คือควักพลังมหัศจรรย์นั้นออกมาใช้ในยามปกติ</p>
<p>ถ้าตอนเอ็นท์เราทำได้ ไฉนเลยตอนนี้จะทำไม่ได้<br />
&#8230;</p>
<p>ช่วงเวลาหลังเลิกงานเป็นช่วงเวลาสุดโปรดของผม<br />
เป็นช่วงเวลาที่จะได้อยู่กับตัวเอง หากนับเวลาตั้งแต่<br />
ประมาณสองทุ่มไปจนถึงตีสาม (บางคืนตีสี่) นั่นเท่ากับว่า<br />
จะมีเวลาเงียบๆ ให้ทำอะไรต่อมิอะไรอีกตั้งเจ็ดชั่วโมง<br />
ซึ่งนั่นมันเท่ากับ &#8220;เวลางาน&#8221; ในตอนกลางวันเชียว!<br />
เรียกได้ว่า หากมีคนจ้าง ก็สามารถทำงานได้อีกบริษัทหนึ่ง<br />
เป็นงานภาคค่ำ</p>
<p>แต่แบบนั้นก็ดูบ้าพลังและคลั่งเกินเหตุ<br />
ผมแบ่งเวลาส่วนตัวออกเป็นสองดุ้นใหญ่ๆ ครับ<br />
ดุ้นแรกเป็นภาครับเข้า (input) ดุ้นที่สองเป็นภาคจ่ายออก (output)<br />
หรือหากพูดภาษานักค้าของนอกก็ต้องบอกว่า import กับ export</p>
<p>ผมคิดเอาเองว่า คนเราจะจ่ายออกตลอดเวลาไม่ได้<br />
เพราะยิ่งจ่ายยิ่งใช้มันก็ยิ่งหมดไปทุกวันทุกวัน และพอ &#8220;ของ&#8221; ในสมอง<br />
มันแห้งๆ เหือดๆ เราก็จะรู้สึกเหือดๆ แห้งๆ ตามไปด้วย<br />
จึงต้องคอย &#8220;รับ&#8221; ไอ้นู่นไอ้นี่มารดน้ำสมองให้แฉะๆ อยู่เสมอ<br />
พอน้ำเริ่มแฉะ เริ่มเจิ่ง กระบวนการอยากระบายออกมันก็จะเกิดขึ้นเอง<br />
โดยไม่ต้องมีใครมาบังคับ ยิ่งรับมามาก ก็ยิ่งอยากจ่ายออกไปมาก</p>
<p>แต่คนเราไม่ใช่กะละมังก้นรั่ว จะได้รับน้ำมาแล้วไหลออกทางรูที่ก้นเสียหมด<br />
คนเราน่าจะคล้ายกับต้นไม้มากกว่า รับน้ำมาแล้วแปลงร่างมัน &#8220;ออกมา&#8221;<br />
เป็นดอกผล &#8212; เป็นดอกผลที่ผ่านกระบวนการย่อยสารอาหารแล้ว<br />
และนอกจากดอกผลที่เห็นได้ชัด เราก็ยังเก็บกักสารอาหารไปหล่อเลี้ยง<br />
กิ่งก้านใบที่ค่อยๆ เติบใหญ่ไปอย่างช้าๆ</p>
<p>ในเวลาเจ็ดชั่วโมงนั้น ผมใช้เวลาหนึ่งในสามไปกับการรับ อีกหนึ่งในสาม<br />
ไปกับการจ่าย และอีกหนึ่งในสามไปกับเรื่องไร้สาระ อาหารที่ไม่มีปุ๋ย</p>
<p>หนังสือ, หนัง, เพลง, นิตยสาร, บล็อก, เว็บไซต์ เป็นปุ๋ยสูตรปกติ</p>
<p>ในสเกลที่ใหญ่กว่าหนึ่งวัน การเดินทางออกไปเห็นของใหม่ๆ ในที่ไกลตา<br />
ก็เป็นปุ๋ยเร่งใบเร่งกิ่งและเสริมความแข็งแรงให้รากที่ดีอยู่เหมือนกัน<br />
เมื่อจ่ายออกไปมากแล้ว นานๆ ทีก็น่าจะมีโอกาสเดินออกไปรับกลับมาบ้าง<br />
&#8230;</p>
<p>แต่เวลาทั้งหมดของชีวิตเราไม่ได้อุทิศให้กับงานงานงานเสียหน่อย<br />
เฮ้ย คนนะไม่ใช่หุ่นอะสิโม่ (หุ่นอะสิโม่ยังเอาเวลาไปเล่นกับเด็กบ้างเลย)<br />
เราก็ต้องเล่นกับเด็กบ้าง เอ้ย! ไม่ใช่ เล่นกับผู้ใหญ่บ้าง<br />
เล่นกับคุณพ่อคุณแม่ อันนั้นแน่อยู่แล้ว </p>
<p>เวลาสามส่วนในชีวิตที่แบ่งกันง่ายๆ<br />
คนที่ผูกพัน, การงาน และตัวเอง<br />
หากแบ่งเวลาสามส่วนนี้ได้อย่างสมดุล ชีวิตก็คงเป็นสุข<br />
ราวกับวางแผนครอบครัวกับไบรวู้ดมากาเร็ต</p>
<p>คงแล้วแต่ความสำคัญตามวันเวลา มาก-น้อย สลับสับเปลี่ยน<br />
แต่เมื่อถึงคราวที่ต้องเลือก ดุ้นแรกคงต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง<br />
(หากจำไม่ได้ว่าดุ้นแรกคือดุ้นไหน กรุณาเหลือบไปมองย่อหน้าบน)</p>
<p>เพราะดุ้นแรกนั้นเองที่ทำให้ดุ้นที่สองและสามมีคุณค่า<br />
ดุ้นแรกเป็นพลังให้เรามีเรี่ยวแรงทำดุ้นที่สอง<br />
และทำให้ดุ้นที่สามอยากหายใจต่อไปทุกวันๆ<br />
(หลายดุ้นจัง ฟังแล้วงง)<br />
&#8230;</p>
<p>ผมพบว่าตัวเองมีเวลามากขึ้นตั้งแต่ปิดทีวี<br />
ผมเลิกดูทีวีมาได้ปีกว่าแล้วล่ะมัง ช่วงนี้มาผลาญเวลาไปกับ<br />
อินเตอร์เน็ตแทน แต่ผมว่าอินเตอร์เน็ตก็ยังมีข้อดีกว่าทีวีอยู่<br />
เพราะเราไม่ได้ตกเป็นฝ่าย &#8220;ถูกกระทำ&#8221; คือได้แต่นั่งรับฟัง<br />
รับชมอยู่ฝ่ายเดียว อินเตอร์เน็ตยังมีช่องทางให้ &#8220;โต้กลับ&#8221; บ้าง<br />
และเมื่อมีการโต้กลับ สมองก็จะขยับตามไปด้วย<br />
(อย่างการพิมพ์ความเห็นทิ้งไว้ก็ได้บริหารสมอง ว่าไหมครับ?)</p>
<p>ผมดูทีวีจนเป็นนิสัยมาตั้งยี่สิบกว่าปี คือดูเหมือนหายใจ<br />
ไม่ได้คิด ก็แค่รู้ว่ามันคือกิจวัตรประจำวัน กลับบ้านมาต้องเปิด<br />
แต่จริงๆ แล้ววันหนึ่งวันหนึ่งเราใช้จ่ายเวลาไปกับมันไม่น้อยเลย<br />
และหากให้เวลากับมันน้อยลง (มันคงไม่งอน) เราก็น่าจะมีเวลา<br />
มาทำในสิ่งที่อยากทำ แต่เก็บมันใส่ลิ้นชักเอาไว้จนราขึ้นได้อีกตั้งเยอะ<br />
&#8230;</p>
<p>ยาว และกินเวลาเพื่อนบ้านมากเกินไปแล้ว<br />
ขอบคุณบีมด้วยครับที่ทำให้ได้มานั่งทบทวนเรื่องการใช้สอยเวลาของตัวเอง</p>
<p>จะว่าไป คนเรามีเวลาไม่เท่ากัน ต้องการเวลาไม่เท่ากัน<br />
และก็มีพฤติกรรมใช้สอยเวลาไม่เหมือนกันอยู่แล้ว</p>
<p>สำหรับบางคน การนอนเป็นเรื่องเสียเวลา แต่สำหรับบางคน<br />
การนั่งเขียนหนังสือหรือนั่งวาดภาพนี่โคตรเสียเวลานอนเลย</p>
<p>บางคนอาจต้องการเวลามากขึ้น บางคน &#8220;ฆ่า&#8221; เท่าไหร่ เวลาก็ไม่หมดเสียที<br />
บางคน วันหนึ่งเหมือนมีแค่แปดชั่วโมง ขณะที่บางคนเหมือนมียี่สิบห้า<br />
บางคนอาจล่อเข้าไปยี่สิบแปด (คืออยู่ข้ามวันข้ามคืน)</p>
<p>จะใช้สอยอย่างไรก็เป็นเรื่องของใครแต่ละคน<br />
เรื่องน่าสนใจมีอยู่แค่ว่า ทำไมเราไม่ค่อยมีเวลาให้กับสิ่งที่เราอยากทำ?<br />
เป็นไปได้ไหมว่า เราใช้เวลาไปกับสิ่งที่เราไม่รักมากกว่าสิ่งที่เรารัก?</p>
</div>]]></content:encoded>
</item>

</channel>
</rss>
