<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><!-- generator="wordpress.com" -->
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	>

<channel>
	<title>20-25 &amp;laquo; WordPress.com Tag Feed</title>
	<link>http://wordpress.com/tag/20-25/</link>
	<description>Feed of posts on WordPress.com tagged "20-25"</description>
	<pubDate>Tue, 18 Nov 2008 17:35:09 +0000</pubDate>

	<generator>http://wordpress.com/tags/</generator>
	<language>en</language>

<item>
<title><![CDATA[#39 Snowmobiling]]></title>
<link>http://mantivities.wordpress.com/2008/11/15/39-snowmobiling/</link>
<pubDate>Sat, 15 Nov 2008 11:17:02 +0000</pubDate>
<dc:creator>Achilles</dc:creator>
<guid>http://mantivities.wordpress.com/2008/11/15/39-snowmobiling/</guid>
<description><![CDATA[Men have many options when it comes to spending leisure time. They can shoot animals, get in a bar f]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><p>Men have many options when it comes to spending leisure time. They can shoot animals, get in a bar fight, or not do anything at all. These options, however, become much more limited when a Man finds himself in <a href="http://www.virtualtourist.com/travel/North_America/United_States_of_America/Alaska/North_Pole-739371/Things_To_Do-North_Pole-BR-1.html">North Pole, Alaska</a>. In this case a Man must adapt. Thus, Men have invented the snowmobile.<img class="alignleft" style="border:1px solid black;margin:10px;" src="http://whyfiles.org/214natl_park_health/images/snowmobile_guide.jpg" alt="" width="284" height="209" /></p>
<p>The snowmobile is propelled by a continuous track in the rear, and it is steered by two skis in the front. In this way it is kind of like a mix between a tank and a <a href="http://farm1.static.flickr.com/140/356326273_79e8dd8a31.jpg?v=0">skiing bear</a>. The end result is an extremely fast, loud, powerful machine that disturbs wildlife and disrupts the tranquility of the great outdoors. It is somewhat similar to a jet ski, except you don&#8217;t look like a douche bag when you use it. In fact, you really look like an astronaut. Awesome.</p>
<p>Men love snowmobiling because it is fun, dangerous, and the principal mode of transportation in Canada. The Mantivity score for a day-long snowmobiling excursion is 2.3. This does not include the other Mantivities that will undoubtedly occur on said excursion (ie urinating outside, talking about torque, starting a fire). The Mantivity score for winning a snowmobiling contest of some sort begins at 3.1, and can be as high as 4.0 for winning the Tesoro Iron Dog.</p>
</div>]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[Ah Kam (1996, Ann Hui An-Wah)]]></title>
<link>http://mihk2002.wordpress.com/2008/11/04/ah-kam-1996-ann-hui-an-wah/</link>
<pubDate>Tue, 04 Nov 2008 20:38:40 +0000</pubDate>
<dc:creator>mihk2002</dc:creator>
<guid>http://mihk2002.wordpress.com/2008/11/04/ah-kam-1996-ann-hui-an-wah/</guid>
<description><![CDATA[
หนังเรื่อง Ah Kam ของผู้กำกับหญิงคนเก่]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/13/ahkam_6.jpg" alt="" /></p>
<p>หนังเรื่อง Ah Kam ของผู้กำกับหญิงคนเก่งแห่งฮ่องกง นั้นเล่าเรื่อง เบื้องหลังของคนวงการภาพยนตร์ แน่นอนว่าสำหรับ วงการภาพยนตร์ฮ่องกง ความน่าสนใจส่วนใหญ่ต้องตกอยู่กับ หนังแอ็กชั่นกังฟูกำลังภายในอย่างแน่นอน</p>
<p>แอน ฮุย พาเราไปพบกับบุคคล ที่ถือได้ว่าเป็นชนกลุ่มน้อย ของโลกหนังแอ็กชั่น สตั้นแมนหญิง หนังนำเสนอด้วยลีลาสมจริง บางฉากเรียกว่าใกล้เคียงสารคดีด้วยซ้ำไป ด้วยคุณลักษณะแบบนี้ หนังก็น่าจะเป็นที่ถูกใจนักวิจารณ์อยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปิดโอกาศให้ ดาราหญิงแอ็กชั่นอย่าง หยังจื่อฉุน ได้มีโอกาส ได้รับบทในทางลึกซึ้งบ้าง แต่ผลที่ออกมากลับไม่เป็นเช่นนั้น หนังได้รับคำวิจารณ์ค่อนไปทางลบ เป็นส่วนใหญ่ ผมเองก็ไม่ได้อ่านรายละเอียดเท่าไหร่  จนได้มาถึงดูหนังเอง จึงได้ถึงบ้างอ้อ เพราะหนังมีปัญหาอย่างเค้าว่าจริงๆ<!--more--></p>
<p>หยังจื่อฉุน (มิเชล โหย่ว) แสดงเป็นตัวละครที่ชื่อว่า อากั๋ม สตั้นสาวหน้าใหม่ หนังเริ่มต้น เมื่อเธอเดินทางมาถึง ก่องถ่ายหนังกำลังภายในเล็กๆ กองหนึ่ง เพื่อมารองาน เป็นโชคดีของเธอ ดาราหญิงคนหนึ่งในเรื่อง ปฏิเสธที่จะให้สตั้นชาย แสดงแทนให้ เพราะกังวลว่า ภาพของเธอในหนังจะออกมาไม่สวย โอกาศของ อากั๋ม จึงมาถึง เมื่อผู้กำกับคิวบู๊ของเรื่อง ที่ทุกคนเรียกกันว่า เฮียตง (หงจินเป่า) ตัดสินใจเลือกเธอ ให้เข้ามาอยู่ในทีมด้วย</p>
<p>แม้จะได้ตัวนักแสดงหญิงแอ็กชั่นอันดับหนึ่งของวงการ มาแสดงให้ แอน ฮุย ยังคงเลือกที่จะให้หนังออกมาอย่างไม่ฉูดฉาด ช่วงครึ่งชั่วโมงแรก ประกอบไปด้วย เนื้อเรื่องที่ดูเรื่อยเปื่อยไร้จุดโฟกัส ไล่เรียงให้เห็น การทำงานในกองถ่าย เบื้องหลังการถ่ายทำฉากเสี่ยงตาย สลิงค์ การทะเลาะเบาะแว้งในที่ทำงาน</p>
<p>รวมไปถึงชีวิตส่วนตัว ของนางเอกเอง ที่แทบไม่ได้มีรายละเอียดพิเศ ลึกซึ้งมากมายอะไรนัก นอกจากภาพแห่ง การเหน็ดเหนื่อย บาดเจ็บ หลังจากการทำงาน ในสถานที่พักผ่อนส่วนตัว ที่เธอใช้ชีวิตอยู่อย่างสมถะในห้องเช่าเล็กๆ ที่แชร์ร่วมกับหญิงสาวอีกคน หนึ่งเท่านั้น</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/13/ahkam_2.jpg" alt="" /></p>
<p>หนังของแอน ฮุย มักจะหมกมุ่นอยู่กับประเด็น ชีวิตของสตรีเพศในยุคสมัยปัจจุบัน ประเด็นเฉพาะเจาะจงใน Ah Kam ก็คือ การฉายภาพของชีวิต และการดิ้นรนของผู้หญิง ในโลกที่ผู้ชายเป็นใหญ่ นางเอกอย่าง อากั๋ม มีชีวิตอยู่ในโลก ประเภทที่ว่านี้แบบเต็มพิกัด งานสตั้นแมนอันเป็นงานประเภท ที่ต้องอาศัยจิตใจ และร่างกายที่แข็งแกร่งเกิดมาตรฐาน ทีุ่สุดท้ายนางเอกก็สามารถเอาชนะใจ เหล่าเพื่อนร่วมงานเพศชายได้</p>
<p>นอกเหนือไปจากนั้น มันไม่ใช่เฉพาะเรื่องานเท่านั้น สังคมที่เธอเข้าไปอยู่นั้น (อาจจะหมายรวมถึงสังคมงาน ที่ผู้ชายเป็นใหญ่อื่นๆ ด้วย) ถูกครอบครองด้วยความคิดแบบเพศชาย การใช้ชีวิตด้วยความสุ่มเสี่ยง  สังคมมีความหมายมากกว่าโลกส่วนตัว ความสนุกมีค่ากว่าความสงบ ในการอยู่ร่วมกันกับเพื่อนๆ ทีมสตั้น โดยเฉพาะนอกเวลางาน เธอก็มักจะกลายเป็นเหมือน ส่วนเกินอยู่เสมอ</p>
<p>นอกจากนั้นคุณธรรมแบบผู้ชายบางประการ ก็เป็นสิ่งที่เธอไม่อาจเข้าใจได้ ในตอนหนึ่งของเรื่อง เฮียตง เดินทางไปหาคู่อริ เพื่อเรียกร้องค่ารักษาพยาบาลให้กับพวกลูกน้อง หลังจากเกิดทะเลาะวิวาทกัน สุดท้ายก็คว้าน้ำเหลว เมื่อคู่กรณียืนกรานว่าจะไม่จ่าย สุดท้าย เฮียตง ต้องควักกระเป๋าตัวเอง จ่ายให้ลูกน้อง และแสร้งว่านี้เป็นเงินที่ได้มาจาก คู่กรณี</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/13/ahkam_5.jpg" alt="" /></p>
<p>ชีวิตที่มีทั้งทุกข์ และสุข ของอากั่ม ก็ถูกสั่นคลอน จนได้เมื่อเธอได้พับกับชายหนุ่มนามว่า แซม (จิมมี่ หว่อง) ชายหนุ่มมีกะตัง ที่ทำงานสำนักพิมพ์การ์ตูน และยังมีกิจการส่วนตัวอีกหลายอย่าง เขาเข้ามาติดพันเธอ และในที่สุด อากั๋ม ก็ตัดสินใจทิ้งชีวิตสตั้นแมน และไปใช้ชีวิตกับชายหนุ่มคนนั้น ช่วยเขาดูแลกิจการคาราโอเกะที่เปิดขึ้นมาใหม่ แต่ทุกอย่างกลับไม่ได้ออกมาสวยหรูอย่างที่คิด งานร้านอาหาร ที่ต้องรองรับอารมณ์ของผู้อื่น กลับสร้างความอึดอับแบบแสนสาหัสให้กับเธอ จนแทบทนไม่ได้ ซ้ำร้ายไปกว่านั้น ความสัมพันธ์กับแซม ก็ไม่ได้ราบรื่นอย่างที่ควรจะเป็น เธอเองเริ่มลังเลที่จะตอบตกลงแต่งงานกับเขา นั้นกลายเป็นว่าเป็นการผลักดัน ให้ชายหนุ่มเริ่มมองหาหญิงสาวคนใหม่</p>
<p>ถือว่าเป็นเรื่องตลกร้าย แบบขำไม่ออกอยู่เหมือนกัน เมื่อ การหนีความเจ็บปวดทางร่างกาย จากโลกที่เธอต้องทำตัวเป็นผู้ชาย กลับต้องมาพบกับความเจ็บปวด ในโลกที่เธอต้องทำตัวเป็นผู้หญิง ที่ย่ำแย่ยิ่งกว่าก็คือ ที่แห่งนี้อากั่ม ต้องมีชีวิตด้วยการพึ่งพาผู้อื่น และมีชีวิตอยู่อย่างไร้อิสระ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อจุดมุ่งหมายของชีวิต กลับต้องมาผูกกับความพอใจของผู้อื่น มากกว่าความพอใจของเธอเอง</p>
<p>เห็นได้ชัดว่า ส่วนนึงของ Ah Kam นั้นได้รับอิทธิพลมาจากชีวิตส่วนตัว จากตัวนางเอกของเรื่อง อย่างหยังจื่อฉุน เอง หลังจากอดีตมิสมาเลเซีย เข้าสู่วงการภาพยนตร์ในช่วงต้น 80 ความสำเร็จก็ติดตามมาอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การได้รับแรงสนันสนุนจากบริษัท D&#38;B Films ของมหาเศรษฐี ดิกสั่น พูน (Dickson Poon) ที่ต่อมาได้กลายมาเป็นสามีคนแรกของ หยังจื่อฉุน ไปในที่สุด เป็นผลให้เธอต้องถอนตัวจากวงการ (อย่างชั่วคราว) ไปโดยปริยาย</p>
<p>แต่สุดท้าย ก็อย่างที่เราทราบกันดีละนะครับ หยังจื่อฉุน กลับมาสู่วงการ ทวงตำแหน่งราชินีนักบู๊ และยิ่งโด่งดังไปมากกว่าเดิม ซึ่งดูเหมือนจะเป็นทางเลือกเดียวกับ สิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวละครอย่าง อากั่ม เมื่อเธอตัดสินใจกลับมาต่อสู้บทเวทีสายเดิม ร่วมกับ เฮียตง และเพื่อนๆ ทีมสตั้น อันเป็นชีวิตที่เธอเลือกได้เอง</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/13/ahkam_4.jpg" alt="" /></p>
<p>จะว่าไปแล้ว แม้ Ah Kam ก็ถือว่าไม่ได้ดีเด่นอะไรมาก แต่ก็ไม่ได้แย่เกิดไปนัก อารมณ์สมจริง เหมือนสารคดีของหนัง ในการนำเสนอภาพ เบื้องหลังจากของวงการภาพยนตร์ ก็ถือว่าน่าเชื่อถือ เป็นส่วนใหญ่ แม้ยังเห็นฉากต่อสู้ และคิวบู๊ ประเภทฝืนธรรมชาติอยู่้บ้างก็ตามที เนื้อหาของ Ah Kam หลายๆ ส่วนยังมีลีลาที่ค่อนข้าง cliche หรือ ซ้ำซากตามสูตร อยู่พอสมควร</p>
<p>แต่เอาเข้าจริงๆ แล้วสิ่งที่กล่าวไปนั้นกลับไม่ใช่ข้อบกพร่องร้ายแรงของหนัง ปัญหาหลักของหนังอยู่ในช่วงท้ายของหนัง มีแฟนหนังฮ่องกงชาวต่างชาิติ ได้ให้ทรรศนะไว้ว่า Ah Kam  นั้นสามารถแบ่งได้ออกเป็น 3 องค์ ส่วนแรกเรียกว่า Professional (อาชีพ) ส่วนที่สองคือ Wife (ภรรยา) และส่วนที่สามคือ Mother (แม่) แต่ละส่วนก็คือ บทบาทของผู้หญิงในแบบต่างๆ ที่ตัวละครเป็น ฟังดูดีทีเดียว แต่ในหนังจริงๆ ไม่ได้เป็นเช่นนั้น องค์ที่ 1- 2 ก็คือ สิ่งที่อยู่ในบทวิจารณ์นี้เป็นส่วนใหญ่ เป็นส่วนที่ดูเป็นเหตุเป็นผล และต่อเนื่องกันดี</p>
<p>ปัญหาอยู่ในองค์ที่ 3 เมื่อเนื้อเรื่องดำเนินไปแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย หนังผูกเรื่องให้กลุ่มของนางเอก ไปมีเรื่องกับกลุ่มมาเฟีย เป็นผลให้ตัวละครของหงจินเป่าถูกสังหาร ทิ้งลูกชายไว้คนเดียว ที่กลายเป็นเป้าหมายของฝ่ายตรงข้าม จน อากั่ม ต้องยื่นมือเข้ามาช่วย หนังเต็มไปด้วยฉากแบบหนังแอ็กชั่นอาชญากรรมทั่วๆ ไป มีการไล่ล่า ลักพาตัว  ลงท้ายด้วยนางเองพาเจ้าเด็ก นั้นหนีพวกมาเฟียด้วยการ ขึ้นเรือไปออกทะเลสู่ต่างประเทศ และจบลงไปแบบเหวอๆ อย่างนี้เอง มีข้อมูลว่าหนังมีการตัดต่อ และเปลี่ยนบทใหม่ค่อนข้างมาก ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจาก การที่หยังจื่อฉุน บาดเจ็บอย่างหนัก (หนังเอาใส่ไว้ในฉากเครดติตอนท้ายเรื่อง <a href="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/13/ahkam_3.jpg">ดูภาพอุบัติเหตุครั้งนั้นได้ที่นี่ครับ</a>) จากฉากสตั้นฉากหนึ่งในเรื่อง จนตารางการถ่ายทำมีปัญหา ไม่แน่ใจข้อมูลนี้เป็นจริงหรือไม่ แต่ที่แน่ๆ หนังก็คือ หนังที่ทำท่าว่าจะพอใช้ได้มาตลอดทั้งเรื่อง กลับต้องมาเกือบพังพาบกันใน 20 นาทีสุดท้ายนี้เอง</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/13/ahkam_1.jpg" alt="" /></p>
<ul>
<li><strong>Credits </strong><br />
<strong>บริษัทผู้ผลิต </strong>- Golden Harvest Entertainment Company Limited, Daca Entertainment Co., Ltd.<br />
<strong>กำกับ </strong>- Ann Hui On-Wah<br />
<strong>อำนวยการส้าง </strong>- David Lau Ga-Foo, Catherine Hun Ga-Jan<br />
<strong>เขียนบทภายพนตร์ </strong>- Chan Man-Keung, John Chan Kin-Chung<br />
<strong>กำกับศิลป์</strong>- Yank Wong Yan-Kwai<br />
<strong>ดนตรีประกอบ </strong>- Otomo Yoshihide<br />
<strong>ถ่ายภาพ </strong>- Ardy Lam Gwok-Wah<br />
<strong>ตัดต่อ </strong>- Wong Yee-Shun<br />
<strong>กำกับคิวบู๊ </strong> - Ching Siu-Tung<br />
<strong>แสดงนำ</strong> - Michelle Yeoh, Sammo Hung Kam-Bo, Jimmy Wong Ga-Lok, Ken Lo Wing-Hang, Mang Hoi, Nick Cheung Ka-Fai, Michael Lam Wai-Leung, Yee Tin-Hung, Jack Wong Wai-Leung, Lawrence Lau Kwok-Cheong, Crystal Kwok Gam-Yan, Okada Satoshi, Kent Cheng Jak-Si</li>
<li><strong>Rating - </strong>2.5/5</li>
</ul>
</div>]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[YOU Won't Believe This! *GASP!*]]></title>
<link>http://fightforatlantis.wordpress.com/2008/10/07/you-wont-believe-this-gasp/</link>
<pubDate>Tue, 07 Oct 2008 01:01:56 +0000</pubDate>
<dc:creator>TelepathicPebble</dc:creator>
<guid>http://fightforatlantis.wordpress.com/2008/10/07/you-wont-believe-this-gasp/</guid>
<description><![CDATA[Stargate Universe is copying so many characters from Atlantis, that they might as well rename it ]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><h2>Stargate Universe is copying so many characters from Atlantis, that they might as well rename it &#8220;Stargate Atlantis Redux&#8221;! SEE FOR YOUR SELF:</h2>
<blockquote><p>The casting audition sides for <em>Stargate Universe</em> characters are starting to emerge. These audition sides are not in context of the pilot of the new television series, which won’t start production until February 2009, but are apparently meant to determine character types and the actors’ ranges.</p>
<p>The three sides available thus far are for Tamara Johanson, Eli Hitchcock, and Jared Nash. Each actor will be reading from previous <em>Stargate</em> scripts, which have been somewhat modified for the auditions.</p>
<p>In the case of Tamara, the actor will be reading the part of Jennifer Keller from the <em>Atlantis</em> episodes “First Strike” and “Missing”. Like Keller, Tamara will be thrown into a medical leadership position before she is ready, but will also be required to show compassion and understanding. She will show the insecurity that Keller did in her conversation with Elizabeth Weir about taking over for the late Dr. Carson Beckett from “First Strike” and her distaste for local cuisine like Keller did in “Missing”. That time was also when Keller learned of Teyla’s romantic involvement with Kanaan.</p>
<p>Eli’s audition sides are Rodney McKay’s part from the <em>SG-1</em> episode “Redemption” concerning Anubis’s attack on Earth through the Stargate. He converses with Carter about how to knock out the technology Anubis was using to bombard the Stargate. The actor will most likely face the same level of technobabble that David Hewlett faced in portraying a math and science genius, as well as demonstrate a rather acerbic, sarcastic attitude. The audition also includes McKay’s conversation with Carter in the infirmary about wanting to be a pianist to show a more affable side to the character.</p>
<p>The actor reading for Jared Nash’s role will audition from John Sheppard’s rescue-our-people balcony conversation with Elizabeth Weir from the <em>Atlantis</em> pilot “Rising”. Like Sheppard, Nash will be thrown into a military position of leadership. It isn’t clear, though, that Nash’s commander, Col. Everett Young, will face the same fate as Sheppard’s commanding officer, Col. Marshall Sumner. Additionally, Nash’s actor will have to read from Daniel’s part in the <em>SG-1</em> series finale “Unending” where Daniel confronts Vala about her constant sexual solicitations and breaks down his wall of emotional self-protection.</p>
<p>All three characters are in the age range 20 to 25.</p></blockquote>
<h3>From <a href="http://stargate-sg1-solutions.com/blog/?p=1735">here</a>.</h3>
</div>]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[The Country of Beauties - พิศวาสเมืองแม่ม่าย (1981, Ulysses Au-Yeung Jun)]]></title>
<link>http://mihk2002.wordpress.com/2008/09/23/the-country-of-beauties/</link>
<pubDate>Tue, 23 Sep 2008 20:16:23 +0000</pubDate>
<dc:creator>mihk2002</dc:creator>
<guid>http://mihk2002.wordpress.com/2008/09/23/the-country-of-beauties/</guid>
<description><![CDATA[
The Country of Beauties เริ่มต้นด้วยคำบรรยายอรัมภ]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/11/islandwar01.jpg" alt="" /></p>
<p>The Country of Beauties เริ่มต้นด้วยคำบรรยายอรัมภบท ที่เล่าถึงยุคสมัยจีนโบราณ เมื่อฮ่องเต้เนรเทศองค์ฮองเฮา ให้ไปอาศัยอยูบนเกาะห่างไกล  ด้วยความโกรธแค้น พระนางก่อตั้งเมืองที่มีแต่ประชากรสตรีเพศ สั่งสอนให้มีความเกลียดชั่งในบุรุษ จนสืบทอดกันมายาวนานกว่า 23 ชั่วคน</p>
<p>หนังแนวเมืองแม่ม่าย หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกกันว่าพวก Amazon เป็นตำนานของเมืองที่มีแต่ผู้หญิง ที่เล่าสืบต่อกันมาตั้งแต่ยุคกรีก เอามาดัดแปลงใส่เนื้อหาวัฒนธรรมความเป็นจีนเข้าไป หนังเป็นผลงานสร้างของทางไต้หวัน ที่ประกันได้ว่าหลุดโลกแน่นอน<!--more--></p>
<p>ภาพของวงการหนังไต้หวันปัจจุบันอาจจะ ถูกปกคลุมไปด้วยงานสไตล์นิ่งช้า สูงส่งแบบโหวเสี่ยวเชี้ยน หรือ เอ็ดเวิร์ด หยาง แต่สำหรับยุค 80 หนังกังฟู กำลังภายในจากไต้หวันคือ ความวิปลาศอย่างแท้จริง อาจจะทั้งงานสร้างบ้าๆ บอๆ และเนื้อหาที่ไม่รู้เอาอะไรคิด ในกลุ่มหนังประหลาดเหล่านั้น  The Country of Beauties ก็ยังนับว่าแปลกเกินธรรมดา</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/11/islandwar06.jpg" alt="" /></p>
<p>ความน่าสนใจของ The Country of Beauties เริ่มกันตั้งแต่ ภาพแรกของเมืองแม่ม่ายที่ปรากฏต่อคนดู ที่ดูแล้วก็ต้องบอกว่าน่าตื่นตาตื่นใจเหลือเกิน (555) เป็นเกาะที่มีเนินเขาสูงต่ำ มีรูปปั่นฮ่องเฮาผู้ก่อตั้งเมืองดั่งเด่นเป็นสง่า เป็นสัญลักษณ์ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่สามารถยิงลูกปืนใหญ่ออกจากดวงตาได้</p>
<p>มีหญิงสาวนับร้อยนับพัน ในชุดบางเบาพริ้วไหว รายลอมรูปปั่นฮ่องเฮา ที่ต้งอยู่ตรงจุดศูนย์กลาง ส่วนเหล่าหญิงสาว บ้างก็รุมแย่งอาหารผลไม้กันอย่างสนุกสนาน บ้างก็จับมือเต้นรำกันเป็นวงกรม บ้างก็โชว์วิชากายกรรมตีลังกา ต่อตัว ห้อยโหนโจนทยาน</p>
<p>จุดศูนย์กลางของการปกครองนั้นอยู่ที่  เจ้าแม่ดานาวา ฮ่องเฮาผู้ครองนครคนปัจจุบัน และกลุ่มนักรบประจำเมือง (ที่สังเกตุได้ง่าย ด้วยเครื่อง การแต่งหน้าเข้มแบบยุค 80 แต่งกายที่ดูไฮโซด้วยเครื่องประดับ เปิดเผยเนื้อเผยตัว มากกว่าสาวชนชั้นธรรมดาสามัญโดยทั่วไป)</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/11/islandwar02.jpg" alt="" /></p>
<p>การรุกรานจากพวกโจนสลัด ที่บุกเข้ามาปล้นสดม ชิงตัวหญิงสาวไปข่มขืน รวมถึงข่าวลือเรื่องลายแทงสมบัติ์ที่ซ่อนอยู่ในเกาะ เหล่าหญิงสาวจึงต้อง ฝึกฝนวิชาการต่อสู้ไว้ต่อกร รวมทั้งเพื่อใช้ในการจับ ผู้ชาย มาขั้งไว้ใช้ในการทำพันธ์ ถ้าหมดประโยชน์ก็จะถูกจับตอน และโยนทิ้งทะเลไป</p>
<p>ในอีกฝากนึงของเกาะเป็นที่อยู่ของพวกบุรุษ พวกเขาก็คือ เหล่าเด็กทารกเพศชายที่เกิดขึ้นมา และไม่เป็นที่ต้องการ จะถูกเอาไปลอยทะเล ถ้าโชคดีก็อาจจะรอดชีวิต ช้าโชคร้ายก็ต้องจมน้ำ หรือกลายเป็นอาหารปลา ที่รอดชีวิต พวกเขาต้องใช้ชีวิตอย่างหลบๆ ซ่อนๆ และคอยช่วยเหลือเหล่าเด็กผู้ชายที่ถูกเอามาทิ้ง</p>
<p>จนกระทั่ง หนึ่งในหัวหน้าของพวกโจนสลัด (ดารากังฟู หวังเตา) บุกเข้ามาเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม หลังจากเพื่อนพ้องถูก เกาะแม่ม่ายฆ่าตายไป เจ้าแม่ไม่ฟังคำอธิบายใดๆ ทั้งสิน จับเขาขั้งไว้ในคุกน้ำให้ตาย น้องสาวของเจ้าแม่ที่ชื่อว่า ซุนจี เกิดเห็นใจขึ้นมาจึงแอบไปช่วยเหลือ จนกลายเป็นความรัก ขณะเดียวกันกลุ่มหนุ่มโจรสลัดสามคน ที่พยายามดิ้นรนทุกอย่างเพื่อจะหลบหนีออกไป หลังจากที่ถูกจับมาเป็นพ่อพันธ์ และบังคับให้สร้างปืนใหญ่ เพื่อใช้ในการสู้รบกับพวกโจรสลัด</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/11/islandwar03.jpg" alt="" /></p>
<p>The Country of Beauties  เป็นผลงานของนักทำหนังชาวไต้หวันที่ชื่อว่า โอวหยังชุน ที่ก็ไม่ได้โดดเด่นอะไรมากมาย เรียกว่าทำหนังกระแสนิยมไปเรื่อยๆ ตั้งแต่ยุค 60s 70s แล้ว จนเรื่อง The Country of Beauties ถือว่าดังพอใช้ได้มี คนพูดถึงกันอยู่พอสมควรจนถึงทุกวันนี้ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอะไร เพราะหนังก็ดูประหลาดได้ใจจริงๆ</p>
<p>จุดขายของหนัง ก็คงจะหนีไม้พ้นความประหลาดพิศดารต่างๆ นาๆ ที่ผู้สร้างคิดออกมา ว่ากันตั้งแต่งานสร้าง เครื่องแต่งกายที่ดูจะผสมปนแปกันจนมั่วนิ่มไปหมด อุปกรณ์เครื่องใช้ดูเป็นจีน แต่แต่งตัวกันเหมือนมาจากหนังประเภทยอดคนแดนเถื่อน โคแนน เรด ซอนย่า อะไรเทือกนั้น งานสร้างของหนังนั้นออกแบบโดย Lee Bo-Lam อาร์ทไดเร็กชั่นมือเก๋าชาวไต้หวัน ที่มีผลงานทำงานอาร์ทให้หนังยุคๆ แรกๆ ของ ไช่หมิงเหลียงอยู่หลายเรื่อง (Vive l&#8217;Amour, Rebels of the Neon God The River และ Hole)</p>
<p>สาวๆ ในหนัง The Country of Beauties นั้นไม่รู้ว่าไปเหมาโหลมาจากไหนนะครับ เป็นสิบเป็นร้อย เรียกกว่าก็มีทั้ง ประเภทธรรมดา สามัญ กันไปจนถึงสวยน่ารักก็พอมี แสดงกันได้ไม่ค่อยเป็นชินเป็นอันเท่าไหร่ โดยเฉพาะเหล่าสาวดาวประกอบทั้งหลาย ที่ดูเหมือนจะเช้าชามเย็นชามกันมาก เช่นเดียวกับคิวบู๊ที่มีให้ดูกันตลอดทั้งเรื่อง ที่ก็ต้องบอกว่าไม่ค่อยจะได้เรื่องอะไรเท่าไหร่นัก</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/11/islandwar04.jpg" alt="" /></p>
<p>The Country of Beauties เต็มไปด้วยผสมแบบของหนังแนว Exploitation ทั้งมุขตลกทะลึ่งทะเล้น ฉากผู้หญิงถึงเนื้อถึงตัวในแบบเลสเบี้ยน ผู้หญิงจับผู้ชายข่มขืน ฉากชวนสยองเกี่ยวกับการตอน รวมถึงบทตลกกระเทย เมื่อตัวละครชายตัวหนึ่งตอนเจี๋ยนจน เบี่ยงเบนไป หนังยังอุตส่าห์มีฉากดราม่าทำซึ้ง อย่างฉากเอาเด็กโยนทะเล หรือให้ตัวละครมาร่ายยาวเรื่องความเท่าเทียม หรือ Feminist แบบเฟคๆ เรียกว่ามั่วกันไปได้เรื่อยๆ จริงๆ</p>
<p>หนังดูเผินๆ เหมือนจะแรง แต่จริงๆ ก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้น หนังมีฉากเซ็กซี่เล็กๆ น้อยๆ ประเภทกกหู หน้าท้อง อะไรทำนองนี้ มากกว่าจะขายเนื้อนมไข่แบบหนังเกรดสามในยุคหลังๆ ขณะที่ฉากโหดก็ไม่ได้ถ่ายให้เห็นกันชัดๆ ใครคาดหวังฉากประเภทนี้ก็อาจจะผิดหวังนิดหน่อย คนดูบางคนถึงกับบ่นกันว่าหน้าหนังดูหวือหว่า แต่เอาเข้าแล้ว ก็ไม่ค่อยมีอะไรให้ตื่นเต้นมากนัก</p>
<p>วัดกันเฉพาะคุณค่าในฐานะหนังเรื่องนึง The Country of Beauties ก็คงจะไม่มีอะไรให้น่าจดจำ ไม่ว่าจะในกลุ่มของหนังทั่วๆ ไปหรือเทียบกันในหมู่หนังกำลังภายในกังฟูด้วยกันเอง แต่ด้วยความฮา แบบที่ทั้งตั้งใจ และไม่ได้ตั้งใจ ในหนังก็ทำให้  The Country of Beauties เป็นงานที่เรียกว่าดูไปได้เรื่อยๆ ไม่น่าเบื่อะไรสำหรับผมนะครับ เพราะหนังก็ดูดำเนินเรื่องไปแบบไม่ค่อยสูตรเท่าไหร่ และมีอะไรแปลกๆ ให้ดูเยอะดี</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/11/islandwar05.jpg" alt="" /></p>
<ul>
<li><strong>Credits</strong><br />
<strong> บริษัทผู้สร้าง-</strong> Seasonal Film Corp.<br />
<strong> กำกับ - </strong> Ulysses Au-Yeung Jun<br />
<strong> อำนวยการสร้าง - </strong>Ma Hung-Wing<br />
<strong> บทภาพยนตร์ - </strong>Cheung San-Yee<br />
<strong> กำกับศิลป์-</strong> Lee Bo-Lam<br />
<strong> ตัดต่อ -</strong> Kwok Ting-Hung<br />
<strong> ดนตรีประกอบ -</strong> Wong Mau-Saan<br />
<strong> กำกับคิวบู๊ -</strong> Wong Yiu, Sun Jung-Chi<br />
<strong> แสดงนำ -</strong> Elsa Yeung Wai-San , Fong Fong-Fong, Ng Haau-Ling, Mary Wong Ma-Lee, Ha Kwong-Li, Teresa Tsui Jun-Jun, Don Wong Tao, Cheng Fu-Hung, Hui Bat-Liu-on</li>
<li><strong>Rating - </strong>2/5</li>
</ul>
</div>]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[Kite Buggy report: Harlech beach (North Wales)]]></title>
<link>http://carlgalvin.wordpress.com/2008/09/07/kite-buggy-report-harlech/</link>
<pubDate>Sun, 07 Sep 2008 09:27:02 +0000</pubDate>
<dc:creator>Doug Blane</dc:creator>
<guid>http://carlgalvin.wordpress.com/2008/09/07/kite-buggy-report-harlech/</guid>
<description><![CDATA[I can report that there doesn’t appear to be any restrictions on Harlech beach (North Wales).
Acce]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><p><span style="font-family:Arial;">I can report that there doesn’t appear to be any restrictions on Harlech beach (North Wales).</span></p>
<p class="MsoNormal"><span style="font-family:Arial;">Access to the beach is over an access gate, up a tarmac track through a golf course. They track goes up a small hill and turns into one made from wooden railway sleepers, before soft sand and the descent onto the beach.</span></p>
<p class="MsoNormal"><span style="font-family:Arial;">The beach is 4 miles long and very wide when the tide is out.</span></p>
<p class="MsoNormal"><span style="font-family:Arial;">There are sand dunes lining the beach (separating it from the golf course), however as there are environmentally sensitive, please don’t buggy on them.</span></p>
<p class="MsoNormal"><span style="font-family:Arial;">The beach surface is firm, with soft areas nearer the sand dunes and towards Traeth Bach tidal sandy estuary (I went out there but found it hard going as it’s soft with a mud / sand mixture).</span></p>
<p class="MsoNormal"><span style="font-family:Arial;">There are some patches of water and pools.</span></p>
<p class="MsoNormal"><span style="font-family:Arial;">With so much space, it doesn’t really matter what direction the wind is coming from. I had the ideal on-shore wind, which was excellent.</span></p>
<p class="MsoNormal"><span style="font-family:Arial;">I would recommend kite buggying on Harlech beach, especially when Black Rock Sands is out of season.</span></p>
<p class="MsoNormal"><span style="font-family:Arial;">You may even get some words of encouragement in Welsh from the locals, I did.</span></p>
<p class="MsoNormal"><span style="font-family:Arial;"><!--[if !supportEmptyParas]--> <!--[endif]--></span></p>
<p class="MsoNormal"><span style="font-family:Arial;">Here is a short video I made:</span></p>
<p class="MsoNormal">
<p><span style='text-align:center; display: block;'><object width='425' height='350'><param name='movie' value='http://www.youtube.com/v/wSd_vHOXqp0&#038;rel=1&#038;fs=1' /><param name='allowfullscreen' value='true' /><param name='wmode' value='transparent' /><embed src='http://www.youtube.com/v/wSd_vHOXqp0&#038;rel=1&#038;fs=1' type='application/x-shockwave-flash' allowfullscreen='true' width='425' height='350' wmode='transparent'></embed></object></span></p>
<p class="MsoNormal">
<p class="MsoNormal"><span style="font-family:Arial;"><!--[if !supportEmptyParas]--> <!--[endif]--></span></p>
<p class="MsoNormal"><span style="font-family:Arial;"><a href="http://www.youtube.com/watch?v=wSd_vHOXqp0">http://www.youtube.com/watch?v=wSd_vHOXqp0</a></span></p>
<p class="MsoNormal"><span style="font-family:Arial;"><!--[if !supportEmptyParas]--> <!--[endif]--></span></p>
<p class="MsoNormal"><span style="font-family:Arial;"><a href="http://www.facebook.com/profile.php?id=669366413#/video/video.php?v=33554676413">http://www.facebook.com/profile.php?id=669366413#/video/video.php?v=33554676413</a></span></p>
<p class="MsoNormal"><span style="font-family:Arial;"><!--[if !supportEmptyParas]--> <!--[endif]--></span></p>
<p class="MsoNormal"><span style="font-family:Arial;">Pilot: Doug Blane</span></p>
<p class="MsoNormal"><span style="font-family:Arial;">Location: Harlech beach (North Wales)</span></p>
<p class="MsoNormal"><span style="font-family:Arial;">Wind speeds: 20-25 MPH (on-shore)</span></p>
<p class="MsoNormal"><span style="font-family:Arial;">Kite: Flexifoil 3.3M Sting</span></p>
<p class="MsoNormal"><span style="font-family:Arial;">Lines: Ozone</span></p>
<p class="MsoNormal"><span style="font-family:Arial;">Buggy: RS “speed” Buggy</span></p>
<p class="MsoNormal"><span style="font-family:Arial;">Harness: Petzl IRATA</span></p>
<p class="MsoNormal"><span style="font-family:Arial;">Pulley: Barton 02140 Size 2, single snap shackle block</span></p>
<p class="MsoNormal"><span style="font-family:Arial;"><!--[if !supportEmptyParas]--> <!--[endif]--></span></p>
<p class="MsoNormal"><span style="font-family:Arial;">Enjoy.</span></p>
<p class="MsoNormal"><span style="font-family:Arial;"><!--[if !supportEmptyParas]--> <!--[endif]--></span></p>
<p class="MsoNormal"><span style="font-family:Arial;">Doug Blane</span></p>
<p class="MsoNormal"><span style="font-family:Arial;"><a href="http://www.dougblane.com/">www.DougBlane.com</a></span></p>
<p class="MsoNormal"><span style="font-family:Arial;"><a href="http://www.extremesportsphotography.co.uk/">www.ExtremeSportsPhotography.co.uk</a></span></p>
<p class="MsoNormal"><span style="font-family:Arial;"><!--[if !supportEmptyParas]--> <!--[endif]--></span></p>
</div>]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[Kidnap (2007, Law Chi-Leung)]]></title>
<link>http://mihk2002.wordpress.com/2008/08/24/kidnap-2007-law-chi-leung/</link>
<pubDate>Sun, 24 Aug 2008 13:58:13 +0000</pubDate>
<dc:creator>mihk2002</dc:creator>
<guid>http://mihk2002.wordpress.com/2008/08/24/kidnap-2007-law-chi-leung/</guid>
<description><![CDATA[
Kidnap เป็นหนังอาชญากรรมตำรวจจับผู้ร้]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/011/kidnap7.jpg" alt="" /></p>
<p>Kidnap เป็นหนังอาชญากรรมตำรวจจับผู้ร้าย ที่นำเอาสองดาราหญิงมากฝีมืออย่าง คาเรน่า หลิน กับเรเน่ หลิว มาปะทะกัน กลายเป็นงานที่ถือว่าน่าสนใจไม่น้อย น่าเสียดายว่าหนังของผู้กำกับ Law Chi-Leung มีสิ่งที่ดีอยู่พอๆ กับสิ่งแย่ แต่อย่างน้อยการแสดงของนักแสดงนำทั้งสอง ก็ยังคงน่าติดตาม<!--more--></p>
<p>หนังเปิดเรื่องว่าถึง เหตุการณ์คดีลักพาตัวสะท้านเมือง เมื่อเด็กวัยรุ่นคนหนึ่งถูกจับไปโดยคนร้าย เพื่อเรียกค่าไถ่ เจ้าหน้าที่ตำรวจพยายามเข้ามาแก้ไข เกลี้ยกล่อมไม่ให้ครอบครับผู้เคราะห์ร้าย ให้ความร่วมมือกับตำรวจแทนที่จะจ่ายค่าไถ่ตามข้อเรียกร้อง แผนการดำเนินไปได้ด้วยดี เกิดความผิดพลาดในการเข้าจับกุม ผลสุดท้าย ตัวประกันเสียชีวิต ในที่เกิดเหตุ</p>
<p>สามปีต่อมา เรื่องราวดูเหมือน จะเลือนหายจากความทรงจำของผู้สาธารณะไปหมดแล้ว คนที่ดูเหมือนจะยังไม่ สามารถลืมเลือนเรื่องราวทั้งหมดได้ ก็เห็นจะมีแค่ อาจื่อ (อดีตพระเอกหนังชุด TVB จางเจ้าฮุย) หนึ่งในเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เคยรับผิดชอบคดี เขาพยายามชดใช้ความผิด ช่วยเหลือ เยี่ยมเยือน หลินฮิวหยาง (คาเรน่า หลิน) พี่สาวของผู้ตาย ปฏิบัติเหมือนเธอเป็นญาติสนิทคนหนึ่ง</p>
<p>หลินฮิวหยาง ซะอีกที่ดูเหมือนทำใจได้ ครูสอนเต้นรำสาว ยังคงใช้ชีวิตอย่างปกติสุข ไปตามอัตภาพ กับสามี แต่ความเป็นจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ สามี ญาติคนเดียวที่เหลืออยู่ของเธอ กำลังป่วยเป็นโรคร้าย ที่ต้องการค่ารักษาพยาบาลก้อนใหญ่ วิธีที่หญิงสาวเลือก เป็นทางออกก็คือ วิธีเดียวกับที่ทำให้เธอต้องเสียน้องชายไป ลักพาตัวเรียกฆ่าไถ่</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/011/kidnap4.jpg" alt="" /></p>
<p>แผนการถูกวางไว้อย่างละเอียดถี่ถ้วน ชาวเนบาลหลบหนี้เข้าเมือง สองคนเป็นผู้ร่วมขบวนการ และเป้าหมายก็คือ ลูกชายชั้นประถม ของนักธุรกิจสุดกร่างที่ชื่อว่า เถ้าแก่หวัง แผนการดำเนินไปได้ด้วยดี จนกระทั่งตำรวจได้เข้ามาจัดการอีกครั้ง เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบก็คือ หญิงแกร่งแห่งกรมตำรวจฮ่องกง มาดาม เหอหยวนชุน (เรเน่ หลิว)</p>
<p>เหอหยวนชุน เป็นผู้รับผิดชอบคดีลักพาตัวเมื่อสามปีก่อนนั้นเอง ช่วงเวุลาทีผ่านมาชีวิตของตำรวจหญิงเก่ง ก็เปลี่ยนแปลงไปไม่ใช่น้อย เธอต้องเลิกรากับสามี (จางจื่อหลิน อดีตพระเอก TVB อีกคนหนึ่งในเรื่อง) ที่นำมาซึ่งความยากลำบาก ทั้งความขัดแย้งระหว่างเธอกับ ผู้หญิงคนใหม่ของเขา และความยุ่งยากในการร่วมเลี้ยงลูกชายคนทั้งคู่</p>
<p>แม้ชีวิตส่วนจะดูสับสน จัดการไม่ได้เพียงใด เหอหยวนชุน ยังคงแข็งแกร่ง มั่นคง เสมอเมื่อพูดถึงหน้าที่การงาน เธอยังคงเชื่อมันกับวิธีทำงานแบบเดิมๆ ของตัวเอง การชนกับผู้ร้ายซึ่งๆ หน้า มากกว่าจะประณีประนอม แผนการดำเนินไปเรื่อยๆ จนตำรวจหญิงคนเก่งรู้สึกได้ว่าเริ่มเข้าใกล้ตัวคนร้าย เธอถึงได้รู้ว่า เด็กชายที่ถูกจับตัวไปไม่ใช่ลูกของเถ่าแก่หวัง แต่เป็นลูกของเธอเอง จะด้วยความผิดพลาดสลับตัวเด็ก หรือความจงใจ ก็สุดแล้วแต่ หมวดเหอรู้อยู่อย่างเดียวว่า เธอต้องเอาลูกกลับคืนมาให้ได้ ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/011/kidnap3.jpg" alt="" /></p>
<p>Kidnap  เป็นผลงานชิ้นใหม่ของผู้กำกับ Law Chi-Leung คนทำหนังรุ่นใหม่ น่าจับตามอง อีกคนของฮ่องกง ที่มีผลงานอยู่ในรอบ 4 - 5 ปีที่ผ่านมา Law Chi-Leung เริ่มต้นงานในวงการหนังด้วยการเป็น ผู้ช่วยผู้กำกับของเอ๋อตงเซิน ก่อนจะมีผลงานกำกับของตัวเองในช่วงปลายยุค 90</p>
<p>หนังของเขาอาจจะไม่ได้โด่งดังทำเงิน หรือกวาดรางวัลอะไรมากมาย แต่ก็ถือว่ามีเอกลักษณ์มีลายเซ็น ให้จับต้องได้ กับงานดราม่าเข้มๆ ที่ออกไปทางหดหู่เสียเป็นส่วนใหญ่ น่าเสียดายงานล่าสุดของเขา Bug Me Not (คนแมลง) ล้มเหลวสุดๆ หลังจากที่ทดทองเปลี่ยนแนว มาทำหนังวัยรุ่นดูบ้าง ผลออกมาก็คือ เละตุ้มเปะ (ใครได้ดูหนังเรื่องนั้นก็คงจะเข้าใจในครับ) ข่าวดีก็คือ Law Chi-Leung กลับมาทำหนังแนวถนัดอีกครั้งแล้ว</p>
<p>แม้หนังอาจจะมีรูปลักษณ์เป็นหนังตำรวจจับผู้ร้าย ที่มักจะเล่าเรื่องสร้างการชิงไหวชิงพรบ แบบเกมส์แมวจับหนู แต่ตัวหนังไม่ได้เน้นไปที่การเฉือดเฉือนสติปัญญา และการวางแผน  Kidnap เลือกเลือกทางที่ต่างออกไป  กับพูดถึงการเดินทางเข้าสู่ความมืดของคนธรรมดาสามัญ เวลาส่วนใหญ่ของหนังหมดไปกับ ภาพแห่งความพยายามดิ้นร้น ที่ถูกบีบคั้นจากสถานการณ์เฉพาะหน้า อันไร้ทางออก  โดยเฉพาะสำหรับผู้หญิง ที่การถูกล่วงละเมิดต่อ พื้นที่อันเป็นส่วนตัว ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ อย่างครอบครัวกลายเป็นประเด็นหนักที่ถูกหยิบยกขึ้นมา</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/011/kidnap2.jpg" alt="" /></p>
<p>ฟังดูเหมือนแล้วหนังก็มีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อย น่าเสียดายสิ่งที่ดูลงตัวจะจำกัดอยู่ เฉพาะการแสดงของนักแสดงนำหญิงทั้งสอง  แต่นอกเหนือจากนั้น ดูเหมือนว่าหนังจะมีปัญหาอยู่พอสมควร บทภาพยนตร์ที่ขาดแคลนสมบูรณ์อย่างรุนแรง การดำเนินเรื่องไม่ราบลื่น อันที่จริงต้องบอกว่าเต็มไปด้วยความน่าเบื่อหน่าย โดยเฉพาะซับพล็อต และตัวละครประกอบบางตัวที่ดูรกรุงรังน่ารำคาญ (ที่หนักหน่อยก็คือตัวละคร ของ Ella Koon กับบทเมียใหม่ที่อย่างกับหลุดมาจากละครหลังข่าวช่องสาม)</p>
<p>หนังแสดงความล้มเหลวอย่างชัดเจน ในการเชื่อมโยงเรื่องราวต่างๆ เข้าด้วยกัน ที่ขาดน้ำหนักขาดพลัง อย่างที่ควรมีไป ที่เห็นได้ชัดก็คือ การโยงระหว่างคดีความในสองเวลา ยังไม่สามารถสร้างความสมเหตุสม เช่นเดียวกับ เรื่องราวส่วนตัวมากมายที่ถูกใส่เข้ามาเพื่อธิบายตัวละคร ก็ดูจะเกินความจำเป็นไปมาก</p>
<p>โชคดีที่หนังยังพอจะมีฉากที่ดีๆ อยู่บ้าง โดยเฉพาะตอนจบ การปะทะกันของสองตัวละคร ที่กลายมาเป็นภาพสะท้อนความเลวของกันและกัน ที่ส่วนตัวผม รู้สึกว่าแรงดี จะยกเว้นก็ &#8220;ฉากจบ&#8221; ที่หลายคนดูจะหัวเสียเล็กน้อย เมื่อหนังดูประณีประนอม ไม่ได้ไปให้สุดทางในการเสนอเรื่องความเลวร้ายอย่างที่แฟนหนังหลายๆ คนหวังไว้ ส่วนตัวผมเองไม่ถึงกับเกลียด อย่างน้อยมันก็ยังสะท้อนภาพ แกมประชดประชันถึงความเห็นแก่ตัวของคน เมื่อความแตกต่างระหว่าง ความทุกระทมของคนอื่นๆ ที่สุดท้ายไม่มีวันจะสลักสำคัญเทียบเท่ากับความทุกระทมของตัวเราได้เลย</p>
<p>เทียบกับงานเก่าๆ ของผู้กำกับแล้ว Kidnap ยังห่างอยู่ช่วงตัวนึง อย่างน้อยก็ยังดีกว่า Bug Me Not เยอะละนะ</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/011/kidnap6.jpg" alt="" /></p>
<ul>
<li><strong>Credits</strong><br />
<strong> บริษัทผู้สร้าง-</strong> Filmko Entertainment Limited, Classmates Productions Ltd., China Culture Communication Co., Dongchuan International Media (Beijing) Obligation Co., Ltd.<br />
<strong> กำกับ - </strong>Law Chi-Leung<br />
<strong> อำนวยการสร้าง - </strong>Cheung Chi-Kwong, Matthew Tang Hon-Keung<br />
<strong> บทภาพยนตร์ - </strong>Cheung Chi-Kwong, Matthew Tang Hon-Keung<br />
<strong> ถ่ายภาพ </strong>- Chan Chi-Ying<br />
<strong> ตัดต่อ - </strong>Kwong Chi-Leung<br />
<strong>ออกแบบเครื่องแต่งกาย - </strong>Sin Bi-Ha<br />
<strong> ดนตรีประกอบ </strong>- Tommy Wai Kai-Leung<br />
<strong> กำกับศิลป์ - </strong>Man Lim-Chung<br />
<strong> กำกับคิวบู๊- </strong> Jack Wong Wai-Leung<br />
<strong> แสดงนำ -</strong> Karena Lam Ka-Yan, Rene Liu, Julian Cheung Chi-Lam, Eddie Cheung Siu-Fai,Guo Tao, Xiao Bao, Law Chung-Him, Chan Si-Wai, Ella Koon Yun-Na</li>
<li><strong>Award - </strong>Rene liu ได้เข้าชิงรางวัลตุ๊กตาทองฮ่องกง ดารานำหญิง</li>
<li><strong>Thailand Distribution -</strong> ออกแผ่น VCD โดย Rose Entertainment</li>
<li><strong>Rating - </strong>2.5/5</li>
</ul>
</div>]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[#34 Obtaining Scars]]></title>
<link>http://mantivities.wordpress.com/2008/07/25/34-obtaining-scars/</link>
<pubDate>Fri, 25 Jul 2008 12:56:06 +0000</pubDate>
<dc:creator>Daniel Boone</dc:creator>
<guid>http://mantivities.wordpress.com/2008/07/25/34-obtaining-scars/</guid>
<description><![CDATA[Over the course of a Man&#8217;s life, he does a lot of things that leave marks on his skin. These m]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><p>Over the course of a Man&#8217;s life, he does a lot of <a href="http://mantivities.wordpress.com/full-list-of-mantivities/" target="_blank">things</a> that leave marks on his skin. These marks can be burns, bruises, and most important of them, scars, which last the longest and therefore provide the most time for a Man to discuss the Mantivity that undoubtedly left the mark. The two tenets of obtaining scars are the Manliness of the activity that led to its obtainment and how the Man discusses the scar.</p>
<p>There are many different types of scars, each from a different cause. A common scar is one resulting from a<img class="alignright" style="border:1px solid black;margin:10px;" src="http://www.smh.com.au/ffxImage/urlpicture_id_1064687675279_2003/09/28/gabrieltara2909.jpg" alt="" width="238" height="229" /> surgery. Typically, this is not Manly, though there are some qualifications to that, like if the surgery is performed without anesthesia, with a buck knife in the wild, or if the surgery is performed 20 feet from live combat.  Scars obtained over the course of a <a href="http://mantivities.wordpress.com/2008/03/29/12-bar-fights/" target="_blank">fight</a> are typically more Manly than surgerical scars, and can be among the most Manly, depending on the reason for the fight, the location, and the outcome. If the fight occurred over something like a poorly reserved seat, then the scar is automatically pathetic. But if the fight occurred over the greatness of America or spilled <a href="http://mantivities.wordpress.com/2008/03/18/6-drinking-beer/" target="_blank">Pabst</a>, then any scars obtained from the battle are legitimate. Almost all Mantivities above a 4.0 score leave scars on the Man completing them, and this is appropriate. If you climb Mt. Everest and walk away unscathed, then you were most likely carried to the top (unManly).</p>
<p>Just as important as the Mantivity which caused the scar, is the way the Man handles scar-discussion in various contexts. As with all Mantivities, nonchalance is of the utmost importance. Regardless of what happened, the event which caused the scar, as painful as it might have been, inflicted minor discomfort and nothing more (for example, if you got a massive burn saving a baby from a fire, you don&#8217;t even remember the pain, you just wanted to get the child out of there). A Man should never bring up his own scar. This is simply bad form and ends any opportunity for legitimate nonchalance during the discussion, thus eliminating a major component of the Mantivity.</p>
<p>Obtaining scars is a Mantivity with a larger range, but most scars, if they are the result of a Manly source and the discussion is executed correctly, fall between 1.5 and 4.0. The general rule is that the score cannot be higher than the score of the Mantivity which resulted in the scar itself, though there is an exception. If the scar is intense but caused by an unManly moment or activity, like tripping, cleaning, accidentally hitting your head, or cutting yourself while slicing strawberries, then it is wise for a Man to recall something he did that could have caused the scar, but didn&#8217;t, like the story of the wild boar he wrestled in the African Savannah.</p>
</div>]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[Playboy Cops (2008, Jingle Ma)]]></title>
<link>http://mihk2002.wordpress.com/2008/07/17/playboy-cops-2008-jingle-ma/</link>
<pubDate>Thu, 17 Jul 2008 02:37:50 +0000</pubDate>
<dc:creator>mihk2002</dc:creator>
<guid>http://mihk2002.wordpress.com/2008/07/17/playboy-cops-2008-jingle-ma/</guid>
<description><![CDATA[
หนังตำรวจคู่หู เป็นหนึ่งใน ตระกูลย]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/playboycop4.jpg" alt="" /></p>
<p>หนังตำรวจคู่หู เป็นหนึ่งใน ตระกูลย่อยของหนังอาชญากรรม หรือ หนังแอ็กชั่น ที่ถูกใช้อยู่บ่อยๆ หนังมักจะว่าด้วย การจับขั่วของคู่ที่แตกต่าง ในลักษณะภายนอก ไม่ว่าจะเป็นอ้วนผอม แก่หนุ่ม เท่ห์เห่ย หรือดำขาว (สำหรับหนังสหรัฐ) Playboy Cops ดูจะไม่ได้ดำเนินไปในทิศทางนั้น Playboy Cops หนังตำรวจคู่หูเรื่องล่าสุดจากฮ่องกง ดูจะมีหน้าตาที่แตกต่าง จากหนักประเภทนี้โดยทั่วไปตรงที่ ใช้การจับคู่เหมือน หนุ่มหล่อลากจากฮ่องกง และจีนแผ่นดินใหญ่ <!--more--></p>
<p>ไมเคิล (หยูเหวินเล่อ) ตำรวจหนุ่มรูปหล่อพ่อรวย ดูจะเป็นที่อิจฉาเล่นหมั่นไส้ไปพร้อมๆ กัน เขาเป็นแค่ตำรวจชั้นผู้น้อย แต่กลับอวดเบ่งทำซ่า ด้วยการขับรถสปอร์ต เปิดประทุนสุดหรู รวมเสื้อผ้าแบรนเนมราคาแพง  เขาทำคดีเล็กใหญ่สำเร็จมากมาย แต่นั้นไม่ได้เป็นที่พูดถึงเท่ากับ การงานด้วยวิธีที่ผิดปกติ เกินธรรมดา พูดง่ายๆ ก็คือ ใช้เงินในการทำคดี เช่น เมื่อมีคนสติแตก ทำธุรกิจแจ๊งจะกระโดดตึก พ่อไมเคิล ก็แก้ไขปัญหาง่ายๆ ด้วยการ เอาเงินฟาดหัวไปฟ้อนนึง ทำให้ดูเหมือนว่า การเป็นตำรวจอาจจะเป็นแค่ การเล่น ของเขาเท่านั้น</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/playboycop2.jpg" alt="" /></p>
<p>แต่ในที่สุด ก็ถึงวันที่ ไมเคิล โดนลูบคม ลินคอล์น (เฉินคุน) อดีตตำรวจหนุ่มจากจีนแผ่นดินใหญ่ ลากออกจากงาน และเดินทางเข้ามาในฮ่องกง เพื่อสืบคดี การฆาตกรพี่ชาย ไอ้หนุ่มจีนแผ่นดินใหญ่ ไม่เพียงหล่อ แต่ยังรวย มองดีๆ แล้ว เจ้าหมอนี้ก็เหมือนกระจกเงา สะท้อนภาพของไมเคิล ดีๆ นี่เอง แต่ที่ยอมไม่ได้ก็คือ มันยังคาบเอา ลิซ่า (ลินดา จง) สาวที่ ไมเคิล หมายปองไปควงอีก วิธีเดียวที่จะไล่ไอ้หมอนี่ไปได้ก็คือ ต้องช่วยทำคดี ฆาตกรพี่ชายของ ลินคอล์น  ให้สำเร็จอย่างรวดเร็วที่สุด คู่หูจำยอมจึงเกิดขึ้นในที่สุด</p>
<p>ผมดู Playboy Cops แล้ว ชวนให้นึกไปถึงหนังเก่าของผู้กำกับ Joe Ma ที่ชื่อเรื่องว่า Tokyo Raiders (และภาคต่อ Seoul Raiders) นะครับ เป็นหนังแอ็กชั่นเบาๆ ที่ดูมีเปลือกนอกสุดเท่ห์ ดารารูปหล่อ เครื่องแต่งกาย และพาหนะสุดเท่ห์  มีฉากหลังเป็นเมืองอันทันสมัย โดยตัวหนังผสมทั้งมุขตลกเบาๆ คิวบู๊แบบพอหอมปากหอคอ ตามภาษาดาราที่ไม่ได้มีพื้นฐานทางคิวบู๊เน้นนัก จะพูดว่าเป็นความพยายามทำหนังแอ็กชั่นเบาๆ ในแบบฮอลลีวูดก็คงได้</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/010/playboycop3.jpg" alt="" /></p>
<p>หนังนำเสนอในแนวทาง ตำรวจจำผู้ร้าย ที่ผสมแนวทางของหนังสืบสวนสอบสวน สลับฉากฉากจีบสาว กับเรื่องราวรักสามเส้า ตัวละครทะเลาะเบาะแว้ง โดยไม่ลืมที่จะสร้างแบล็กกราวด์ให้ตัวละครพอสังเขป ทั้งเรื่องความสัมพันธ์กับคนในครอบครัว และเนื้อหาประเภท การเติบโตผ่านวัยเด็กสู่วันผู้ใหญ่ โดยมีจุดหักเหของเรื่องอยู่ที่ เมื่อตัวละครไมเคิล ของ หยูเหวินเล่อ ต้องพบกับหายนะทางการเงิน จึงได้หลุดพ้นจากโลกแห่งการเล่นสนุก สู่โลกแห่งความเป็นจริง</p>
<p>ในความเป็นหนังนั้น Playboy Cops แสดงออกถึง ความไม่กลมกลืนอยู่พอสมควร หนังแทบไม่ได้ใช้ประโยชน์จาก ความเป็นหนังสืบสวนสอบสวนเลย อย่างเช่น ช่วงครึ่งแรกหนังหมดเวลาไปมาก กับการหาเบาะแส ตามหา &#8220;ชายที่มีรอยสักแมลงป่อง&#8221; สุดท้ายแทบไม่ได้มีผลกระทบอะไรกับตัวเรื่อง ขณะที่ส่วนเฉลยคดี เปิดเผยตัวคนร้าย ก็ทำแบบหักดิบ ไม่มีการอธิบาย หรือความน่าเชื่อถือเพียงพอ ฉากไครแม็กซ์ที่ออกมามาใช้ได้ จึงไม่สามารถแสดงพลังได้อย่างเต็มที่ (ส่วนหนึ่งต้องโทษกับดาราผู้แสดงเป็นตัวร้ายด้วย ที่ลีลาโอเวอร์แอ็กติ่ง น่ารำคาญของเขา ดูจะกลายเป็นสิ่งรกรุงรักที่สุดของหนังไปโดยปริยาย)</p>
<p>เห็นได้ชัดว่าบทภาพยนตร์ (ที่เขียนกันถึง 6 คน) มีปัญหาอย่างหนัก ส่วนที่มีดีอยู่บ้างก็น่าจะเป็นการสร้างตัวละครนำ ที่ดูมีเสน่ห์น่าเอาใจช่วย มีพัฒนาการที่น่าสนใจ แน่นอนว่าความดีความชอบส่วนใหญ่ ต้องยกให้กับ ดารานำทั้งสอง ที่ดูมีเคมี เป็นคู่ผสมที่ใช้ได้ หยูเหวินเล่อ ดูจะพิสูจน์ได้ว่าเขาสามารถเป็น เบอร์หนึ่ง ของหนังได้ หลังจากที่รับบทพระเอกเบอร์สองมานาน เช่นเดียวกับ เฉินคุน ที่ทำได้ดีจากการข้ามฝากมาแสดงหนังฮ่องกงเรื่องแรก</p>
<p>โดยรวมแล้วเป็นงานที่ดูแก้เซ็ง แต่ไม่มีอะไรให้ประทับใจ หรือจดจำได้มากนัก ก็ถือว่าสร้างความบันเทิงได้ไม่น้อย แต่ก็ไม่ได้มีอะไรมากกว่านั้น</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/playboycop1.jpg" alt="" /></p>
<ul>
<li><strong>Credits</strong><br />
<strong> บริษัทจัดจำหน่าย - </strong> Mei Ah Entertainment Group Ltd. (Hong Kong), Beijing Time Entertainment International Co., Ltd. (People&#8217;s Republic of China)<br />
<strong> บริษัทดำเนินการผลิต  - </strong> China Film Co-Production Corp., Big Pictures Ltd., Beijing Time Entertainment International Co., Ltd.<br />
<strong> กำกับ - </strong> Jingle Ma Chor-Sing<br />
<strong> อำนวยการสร้าง - </strong> Catherine Hun Ga-Jan, Lu Tao<br />
<strong> บทภาพยนตร์ - </strong> Jingle Ma Choh-Shing, Susan Chan Suk-Yin, William Wong Ho-Yin, Jia Zhen, Gu Fei-Fei, Chiu Tin-Yau<br />
<strong> ถ่ายภาพ - </strong>Jingle Ma Choh-Shing, Chan Kwok-Hung<br />
<strong> ตัดต่อ - </strong> Mo Ya-Li<br />
<strong> ออกแบบเสื้อผ้า - </strong> Petra Kwok Suk-Man<br />
<strong> ดนตรีประกอบ - </strong>Tommy Wai Kai-Leung, Ah Shing<br />
<strong> กำกับศิลป์ - </strong>Alex Mok Siu-Chung<strong><br />
</strong> <strong> กำกับคิวบู๊-</strong> Stephen Tung Wai<strong><br />
<strong> แสดงนำ - </strong></strong>Shawn Yue, Aloys Chen,  Linda Chung Ka-Yan, Shaun Tam Chun-Yin, Wong Yau-Nam, Ella Koon Yun-Na, Teddy Lin Chun,Xiong Xin-Xin, Michelle Mai Suet, Danny Lee Sau-Yin, Philip Ng Won-Lung, Vincent Kok Tak-Chiu, Samuel Leung Cheuk-Moon</li>
<li><strong><strong><strong>Rating - </strong></strong></strong>2.5/5</li>
</ul>
</div>]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[#31 Digging]]></title>
<link>http://mantivities.wordpress.com/2008/06/22/31-digging/</link>
<pubDate>Sun, 22 Jun 2008 18:31:37 +0000</pubDate>
<dc:creator>Achilles</dc:creator>
<guid>http://mantivities.wordpress.com/2008/06/22/31-digging/</guid>
<description><![CDATA[A common misconception is that it is Manly to get dirty. This is not the case. The truth is that a l]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><p>A common misconception is that it is Manly to get dirty. This is not the case. The truth is that a lot of Mantivities result in dirtiness, and so many people assume that the dirtiness is itself Manly, but really there are ways to get dirty that are very unManly (ie mudbath). Digging, of course, is the foremost example of a Manly way to get dirty, because the whole idea is to move dirt, and a lot of that dirt will end up on your skin. <img class="alignright" style="float:right;border:1px solid black;margin:10px;" src="http://www.nationaltrust.org.uk/main/w-man-with-shovel.jpg" alt="" width="200" height="267" /></p>
<p>Men have a lot of reasons to dig. The most ancient of these is the search for buried treasure, which Men have been doing for a long time. When digging for buried treasure, a Man must use a standard shovel, and then when the shovel runs into something hard (the shovel will make a sound), must get on his knees, and use his bare hands to finish the job. After that he can move to Bermuda, or just go home and watch the game, depending on the nature of the <a href="http://diversioncansafes.com/otherimages/exp/52007s.jpg">treasure</a>.</p>
<p>More common than the search for buried treasure is the digging done in the construction industry. In the middle ages, the construction industry focused on digging moats, massive trenches, and digging up rocks to build <a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Stonehenge">really useful stuff</a>. Today, construction Men dig in order to lay foundations for buildings, and do other important stuff, like reroute rivers and bury nuclear waste.</p>
<p>The fact is, there are plenty of Manly reasons to dig (we haven’t even mentioned all the reasons a Man might dig a tunnel). The Mantivity score varies widely depending on which reason a Man has, but even something as simple as burying some bones for later use will get you a 1.5 (this is more often done by dogs than Men, but keep it in mind).</p>
</div>]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[#28 Dunking]]></title>
<link>http://mantivities.wordpress.com/2008/05/29/28-dunking/</link>
<pubDate>Thu, 29 May 2008 22:45:02 +0000</pubDate>
<dc:creator>Achilles</dc:creator>
<guid>http://mantivities.wordpress.com/2008/05/29/28-dunking/</guid>
<description><![CDATA[Basketball is typically not thought of as a contact sport. There is no “checking,” as in hockey,]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><p>Basketball is typically not thought of as a contact sport. There is no “checking,” as in hockey, or “tackling,” as in football and rugby, or “beheading,” as in gladiatorial battles. There are, however, some finer details, that, although not quite as rough as the aforementioned sporting activities, are still a tad bit Manly.<img class="alignleft" style="border:1px solid black;float:left;margin:10px;" src="http://news.bbc.co.uk/media/images/38795000/jpg/_38795377_jordan87bulls_get.jpg" alt="" width="222" height="182" /> Setting a pick, for example, can be quite a violent experience, as can be battling Shaquille O’Neal in the low post. For this reason, basketball retains its status as a Manly form of competition (as opposed to, say, croquet, which is undoubtedly fun, but definitely not Manly).</p>
<p>Dunking is the most Manly of basketball moves. It involves a player denying gravity for a long enough period of time that he/she can actually elevate his hands high enough above the rim that he is able to put the ball directly through the hoop. When a player dunks, he leaves nothing to chance; he makes sure that the ball goes where he intends it, with no interference from such things as air pressure, ball spin, or Dikembe Mutombo.</p>
<p>Dunking derives its Manliness from two sources. The first is Man’s desire to gain altitude; the ability to dunk shows that a Man has a talent for short-term altitude gainmanship. The second source is Man’s<img class="alignright" style="border:1px solid black;float:right;margin:10px;" src="http://assets.espn.go.com/media/nba/2005/0604/photo/g_rasheed_i.jpg" alt="" width="155" height="205" /> inherent need to be a hero. When a Man dunks, he not only gains points for his team, he does so in a way that shames the opposition, inspires his teammates to play with passion, and incites any fans to a frenzied roar. If the dunk is spectacular enough, it will be <a href="http://www.youtube.com/watch?v=4EfHnG-e-vE">remembered forever.</a></p>
<p>The Mantivity score for a single dunk ranges from 2.4 to 2.9. Bonus points can be earned for <a href="http://www.youtube.com/watch?v=-PPhbHMaf7k">dunking over another Man</a>, for <a href="http://video.google.com/videoplay?docid=1762211908758966326">overcoming height deficiencies</a> or for finishing an <a href="http://video.google.com/videoplay?docid=-156918290963925948&#38;q=best+alley+oop+dunk&#38;ei=ziw_SM7nIJb0qgO4pdnuAw&#38;hl=en">Alley Oop pass with a dunk. </a>If you are Yao Ming, the score for dunking is reduced to 1.0 because you are very very tall.<a href="http://video.google.com/videoplay?docid=-156918290963925948&#38;q=best+alley+oop+dunk&#38;ei=ziw_SM7nIJb0qgO4pdnuAw&#38;hl=en"><br />
</a></p>
</div>]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[The Haunted Cop Shop - ปราบผีขย่ำ ต้องตำให้มิดอก (1988, Jeffrey Lau)]]></title>
<link>http://mihk2002.wordpress.com/2008/05/26/the-haunted-cop-shop-1988/</link>
<pubDate>Mon, 26 May 2008 22:47:22 +0000</pubDate>
<dc:creator>mihk2002</dc:creator>
<guid>http://mihk2002.wordpress.com/2008/05/26/the-haunted-cop-shop-1988/</guid>
<description><![CDATA[
The Haunted Cop Shop หนังประเภทผีกัดอีกเรื่องขอ]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/07/hcc1.jpg" alt="" /></p>
<p>The Haunted Cop Shop หนังประเภทผีกัดอีกเรื่องของคนฮ่องในยุค 80 ที่พยายามจะต่อยอด ขยายขอบเขตของงานประเภท นี้ให้ดูทันสมัยแปลกใหม่มากยิ่งขึ้น หนังเปิดเรื่องด้วย หลวงจีนลึกลับรูปหนึ่ง ที่ได้เดินทาง มาตักเตือนสารวัตรแห่งสถานีตำรวจฮ่องกง ถึงภัยที่จะมาถึงในอีก 7 วันข้างหน้า &#8220;เหล่าวิญญานร้ายจะสำแดงเดช สถานณีตำรวจแห่งนี้ จะเกิดเภยภัยขึ้น สิ่งต้องระวังไว้ให้ดีก็คือ หญิงที่ใส่เสื้อสีชมพู อย่าให้ได้กร่ำกรายเข้ามาในอาณาบริเรณของโรงพักเด็ดขาด&#8221; จนกระทั่ง อีกเจ็ดวันต่อมา &#8230;. <!--more--></p>
<p>สารวัตร ยังคงจำคำเตือนของหลวงจีนได้ แต่ก็ไม่ได้จริงจังอะไรมากมาย เขาก็เตือนบรรดานายตำรวจ ผู้ใต้บังคับบัญชา ให้คอยสอดส่อง ระวังอย่างให้หญิงชุดชมพู ได้ย่างกลายมาใกล้โรงพัก แต่ก็ดูเหมือนจะไม่มีอะไรเกิดขึ้น  แท้จริงแล้วแผนการร้าย ของเหล่าภูติผีกำลังดำเนินไป โดยไม่มีใครรู้ หญิงชุดชมพู เป็นเพียงกลลวง ที่เกิดจากพลังอำนาจของพวกมัน นักโทษขโขยตัวกระจอก กลายเป็นเหยื่อต่อกลลวงดังกล่าว นำเอากล่องวิญญานของ นายพลอิเซ นายทหารญี่ปุ่นที่ฆ่าตัวตาย หลังประเทศแม่พ่ายแพ้ ในสงครามโลกครั้งที่สอง แท้จริงแล้วสถานณีตำรวจ ก็คืออดีตสโมสรของพวกญี่ปุ่นในยุคนั้นนั่นเอง</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/07/hcc2.jpg" alt="" /></p>
<p>อาจี (จางเซียะโหย่ว) และอาเชา (ริกกี้ ฮุย) เริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่างที่เกิดขึ้น เจ้าโจรกระจอก ที่จับขังไว้ในคุก เริ่มมีอาการแปลกๆ เขี้ยวขอกออกมาสองข้าง ตัวซีดเผือก และเมื่อถูกแสงแดด เจ้าโจรกระจอกก็ชักดิ้นชักงอ จนกลายเป็นเศษขี้เถ้าผุยผงไป</p>
<p>ขณะเดียวกันในเมือง ก็เริ่มมีเหตุการณ์ประหลาดเกิดขึ้น วัวในฟาร์มถูกฆ่า และดูดเลือดโดยสิ่งมีชีวิตที่ไม่ทราบชื่อ เช่นเดียวกับที่เกิดเหตุ มีคนตายโดยไม่ทราบสาเหตุ ที่แย่กว่านั้น ศพที่มีรอยกัดที่คอ เกิดอาการพื้นคืนชีพขึ้นมาเป็นผีดิบ สองตำรวจหนุ่ม กับตำรวจสาวหน้าใหม่ ต้องร่วมมือกัน ในการตามหาย ผีดิบตัวต้นขั่ว และจัดการกับมันเสีย ก่อนที่จะคนทั้งเมืองจะกลายเป็นผีดิบ</p>
<p>ดูจากเนื้อเรื่องแล้ว The Haunted Cop Shop มีเนื้อเรื่องที่น่าสนใจ แปลกใหม่อยู่ไม่น้อย หนังรวบรวมองค์ประกอบจากหนังผีหลายๆ แบบไว้ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นหนังผีจีนที่มาด้วย วิธีการปราบผีแบบกังฟู, ผีดิบแพร่พันธ์เหมือนซอมบี้, กระทั่งผีตัวบอสในเรื่อง เครื่องทรงการแต่งตัว ก็คือแดร็คคูล่าดีๆ นี่เอง</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/07/hcc3.jpg" alt="" /></p>
<p>ดูเหมือนจะเวิร์ค แต่ตัวหนังจริงๆ ก็ไม่ได้ไปไกลกว่าหนังผีตลก ฮ่องกงโดยทั่วๆ ไปเท่าไหร่ หนังดูจะสนุกกับกว่าเล่นมุมตลกซ้ำซาก มากกว่าขายความตื้นเต้นหน้ากลัว อย่างการเล่นไล่จับของผีกับคน, การแกล้งกันแบบไม่ดูตาม้าตาเรือ ของตัวละคร ชนิดเวลาหน้าซิ่วหน้าขวาน ยังมีกระจิตกระใจ มาเอากันแบบบ้าๆ หรือวิธีสู้ผีแบบเพื้ยนๆ ประเภทเอากางเกงในสวมหัว แล้วผีไม่เห็นอะไรทำนองนั้น</p>
<p>มุกตลกในเรื่องเรียกเสียงฮาได้พอสมควร โดยเฉพาะช่วงครึ่งแรกของหนัง ที่เหล่าผีดิบออกอาลวาด แต่หนังกลับดูมั่ว และออกทะเล เมื่อผีเดร็กคูล่า นายพลญี่ปุ่นเริ่มมีบทบาท  ปัญหาของ The Haunted Cop Shop ก็คือดูเหมืนอผู้สร้างแทบจะไม่ได้สนใจ ที่จะพัฒนาเนื้อเรื่องกันแบบจริงจังเลย ไอเดียเจ๋งๆ หลายอย่างถูกบอกแบบผ่านๆ และแทบไม่ได้รับการสานต่อเลยไม่ว่าจะเป็น เรื่องความแค้นฝังราก ของทหารญี่ปุ่น หรือผีกับความวุ่นวายในโรงพัก ในแนวหนังซอมบี่ หรือไอเดียการสร้างโลกของ ผีที่ทับซ้อนอยู่กับโรงพัก มีไนท์คลับผี บ่อนผี ที่ดูแปลกตาดี</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/07/hcc4.jpg" alt="" /></p>
<p>ตัวอย่างของความสุขเอาเผากันของเรื่องก็คือ ในตอนช่วงกลางของเรื่อง ผู้กำกับนึกอย่างจะเอาตัวละครประเภท &#8220;อาจารย์ผีกัด&#8221; มาใส่ก็จับยัดเข้ามาแบบไร้เหตุผล ดารากังฟูที่ชื่อว่า จงฟะ ถูกมอบหมายให้มาแสดงเป็น โคล่นนิ่งของ หลินเจิ้งอิง มาโชว์กังฟู เพลงดาบสู้กับผี แบบดุเดือดอยู่ประมาณ 5 นาที แล้วผู้กำกับก็จัดการฆ่าตัวละครทิ้งแบบแทบจะไร้ความหมาย ส่วนที่น่าผิดหวังที่สุด ก็คือ การดีไซด์ผี หนังปูพื้นไว้อย่างน่าสนใจตั้งครึ่งค่อนเรื่อง ถึงผีนายพลญี่ปุ่นสุดโหด ที่สังเวยชีวิตตัวเอง ให้กับความคลั่งชาติ แต่พอปรากฏตัวออกมาจริงๆ ไหงกลายเป็นแดร็กคิวล่าสัญชาติญี่ปุ่น ที่หาความน่าเกรงขามแทบไม่เจอ</p>
<p>มีเกร็ดน่าสนใจเล็กน้อยเกี่ยวกับหนัง The Haunted Cop Shop นิดหน่อยนะครับ ก็คือ มีผู้กำกับระดับขาใหญ่ของวงการหนังกล่อง หนังคุณภาพ ของวงการหนังฮ่องกงยุคปัจจุบันมามีส่วนร่วม ในงานชิ้นนี้ด้วยสองคน คนแรกก็คือ ผู้กำกับหนัง Made In Hong Kong อย่าง Fruit Chan ที่ขณะนั้นทำงานในวงการหนัง ในตำแหน่งผู้่ช่วยผู้กำกับ นึกครึ่มอกครึ่มใจ โดดลงมาเล่นเป็นตัวประกอบเล็กๆ ในเรื่องกับเค้าด้วย (ภาพด้านล่าง)</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/07/hcc5.jpg" alt="" /></p>
<p>ส่วนคนที่สอง คือผู้กำกับแวดวง ขวัญใจคนเหงา และเด็กแนว ที่ชื่อว่า หวองกาไว นั้นเอง ที่ทำหน้าที่เขียนบทให้กับหนังเรื่องนี้ การเขียนบนหนังตลาดแตก อย่างนี้ในยุค 80 ก็ไม่ใช่เรื่องผิดปกติอะไรสำหรับ ยอดผู้กำกับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นี้เป็นงานของ Jeffrey Lau เพื่อนซี้ ที่ร่วมงานทำหนังด้วยกันมาตลลอดช่วงยุครุ่งเรื่องของหวองในช่วงยุค 90 แต่แน่นอนไม่ว่าจะยอดเยี่ยม เก่งกาจจอมยุทธแค่ไหน หว่องกาไว ก็คงจะไม่ได้มีผล มีส่วนที่จะทำให้ Haunted Cop Shop เป็นได้มากกว่า ความเป็นหนังตลกโปกฮา หาสาระไม่ได้อย่างที่มันเป็นอยู่</p>
<p>ไม่ได้หมายความว่าหนังแย่ๆ นะครับ ถึงแม้เนื้อเรื่อง Haunted Cop Shop ที่เรียกว่ามั่วนิ่ม ความสมบูรณ์ในฐานะภาพยนตร์ซักเรื่องค่อนข้างน้อย แต่หนังเรื่องนี้ ก็ถือเป็นงานที่พอจะดูแก้เซ็งได้ การผสมหนังหลากหลายแนวไว้ด้วยกัน รวมถึงการแสดงแบบเวอร์ของ ริกกี้ ฮุย และจางเซียะโหย่ว ก็ถือเป็นความบันเทิง ความสนุกแบบเก่าๆ ที่มีพลังในแบบหนังตลกฮ่องกงยุค 80 แท้ๆ ปัญหามันอยู่ตรงนี้ละครับ ภาพรวมของหนังดูเชย ตกยุคอย่างแรง ความฮา และมุขหลายๆ อย่าง คงไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างที่มันเคยทำได้เมื่อสมัยออกฉาย ใหม่ๆ อีกแล้ว</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/blog/07/hcc6.jpg" alt="" /></p>
<ul>
<li><strong>Credits<br />
บริษัทผู้สร้าง - </strong>Scholar Films Co., Ltd., Martini Film Co. Ltd.<br />
<strong> กำกับ - </strong>Jeff Lau Chun-Wai<br />
<strong> อำนวยการสร้าง - </strong> Alan Tang Kwong-Wing<br />
<strong> บทภาพยนตร์ - </strong>Wong Kar-Wai, Jeff Lau Chun-Wai<br />
<strong> ถ่ายภาพ - </strong>Peter Ngor Chi Kwan<br />
<strong> ดนตรีประกอบ - </strong>Anders Nelsson<br />
<strong> กำกับศิลป์ - </strong>Louise Gwong Hoi Ming, Raymond Lee King Man<br />
<strong> เทคนิคพิเศษ - </strong>Leung Yue Ping<br />
<strong> กำกับคิวบู๊ - </strong>Chan Siu-Wah, Alan Chan Gwok-Kuen<br />
<strong> แสดงนำ -</strong>Ricky Hui Koon-Ying, Jacky Cheung Hok-Yau, Chan Ka-Chai, Billy Lau Nam-Kwong, Wu Feng, Joh Chung-Sing, Si Ma-Yin, Chan Kim-Wan, Chung Fat, Fruit Chan Gor, Lee Ho-Kwan, Chun Hung, Chi Yin, Chow Kong, Mak Fei-Hung, Fung King-Man, Lee Sam, Lee Kam-Fan, Lee Yeung-To, Lau Lei-Lei</li>
<li><strong>Thailand Distribution - </strong>ฉายในเมืองไทยใช้ชื่อว่า &#8220;ปราบผีขย่ำ ต้องตำให้มิดอก&#8221; ออกแผ่น VCD โดย Right Picture ออกแผ่น DVD โดย United Home Entertainment</li>
<li><strong>Related Film - </strong>หนังมีภาคต่อออกมาอีกเรื่องเรื่อง ชื่อว่า The Haunted Cop Shop 2 ทั้งทีมงาน และนักแสดงนำ</li>
<li><strong>Rating - </strong>2.5/5</li>
</ul>
</div>]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[Daughter of Darkness (1993, Ivan Lai Gai-Ming)]]></title>
<link>http://mihk2002.wordpress.com/2008/05/23/daughter-of-darkness-1993-ivan-lai-gai-ming/</link>
<pubDate>Fri, 23 May 2008 21:15:28 +0000</pubDate>
<dc:creator>mihk2002</dc:creator>
<guid>http://mihk2002.wordpress.com/2008/05/23/daughter-of-darkness-1993-ivan-lai-gai-ming/</guid>
<description><![CDATA[
Daughter of Darkness เป็นหนังเกรด 3 อีกเรื่องที่เ]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/07/darkness4.jpg" alt="" /></p>
<p>Daughter of Darkness เป็นหนังเกรด 3 อีกเรื่องที่เล่นกับเรื่องราวล่อแหลม คาบเส้นศีลธรรมอันว่าด้วย ความสัมพันธ์ในสายเลือด เรื่องการข่มขืนใจ กระทำชำเราสตรีเพศ แบบดิบเถื่อน ที่ถูกนำมาผสมกับลีลาตลกร้าย แบบหนังเกรด 3 ฮ่องกงของแท้แท้ ส่งผลให้งานชิ้นนี้ ประสบความสำเร็จอย่างสูงเมื่อครั้งออกฉาย โกยเงินไปกว่า 13 ล้านเหรียญฮ่องกง กลายเป็นหนังเกรด 3 ระดับแถวหน้า ที่ถูกจดจำได้มากอีกเรื่องหนึ่ง</p>
<p><span style="color:#ff0000;">- <strong>คำเตือน</strong> บทวิจารณ์อาจมีภาพ ที่ไม่เหมาะสม ก่อนอ่านโปรดใช้วิจารณญาณ -</span></p>
<p><!--more--></p>
<p>หนังเล่าเรื่องในเมืองจีน เกิดคดีฆาตรกรรมหมู่ในครอบครัวหนึ่งขึ้น สารวัตร ลุ่ย (หวงซิวเซิง กับบทตำรวจที่ดูโรคจิต กว่าโจรซะอีก) และผู้ช่วยหญิง ตงหวน (หลอเหมิ่นหยี ภรรยาผู้อำนวยการสร้าง) ตำรวจสาวมือใหม่อินโนเซ็นท์ เข้าตรวจสอบในที่เกิดเหตุ ณ บ้านของตระกูลไม่ ครอบครัวผู้เสียชีวิต สมาชิกในครอบครัวเกือบทั้งหมด เสียชีวิต มีเพียงลูกสาวโตที่ชื่อว่า ไม่เหว่ยฟง (จงซู่เหว่ย) ที่รอดชีวิต และเป็นผู้เดินทางมาแจ้งความนั่นเอง</p>
<p>เมื่อสารวัตร และผู้ช่วยสาว ทำการสอบสวนตรวจสอบคดี กลับพบว่าผู้ต้องสงสัยที่แท้จริง ก็คือ ลูกสาวของบ้านที่ชื่อว่า ไม่เหว่ยฟง หลังจากบีบคั้น และยืนยันด้วยหลักฐาน เธอกยอมสารภาพ และเปิดเผยเรื่องราวอย่างไม่มีอิดออด ถึงเรื่องร้าวเบื้องลึกเบื้องหลัง ของคดีละเลงเลือดที่เกิดขึ้น ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของเรื่อง</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/07/darkness3.jpg" alt="" /></p>
<p>ไม่เหว่ยฟง อาศัยอยู่ในบ้านที่มีเธอ แม่ พ่อเลี้ยง และน้องสาวอันเป็นลูกที่เกิดจากแม่ และสามีใหม่ เธอทำงานในโรงงานเล็กๆ ที่อยู่ละแวกบ้านนั้นเอง เธอเองได้คบหาดูใจกับตำรวจหนุ่ม บ้านใกล้เรือนเคียง ดูแล้วก็เป็นชีวิตที่ปกติสุขดี ทะว่าในความเป็นจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น สาวน้อย ต้องใช้ชีวิตอย่างลำบากลำบนแม้จะมีฐานะเป็นลูกสาวคนโตของบ้าน กลับถูกเอารัดเอาเปรียบ และจงเกลียดจงชังจากสมาชิกใหม่ อย่างพี่น้องต่างพ่อ แม้กระทั่งแม่ ก็ไม่ได้ให้การปกป้องดูแลเธอย่างที่ควรจะเป็น</p>
<p>แต่สิ่งที่ทำให้ เธอต้องทนทุกข์ทรมาน เหมือนตกนรกทั้งเป็น จากการถูกลวนลาม ล่วงละเมิดทางผิด ซ้ำแล้วซ้ำอีก ด้วยชายผู้เป็นพ่อเลี้ยงของเธอเอง ชายที่เธอเรียกว่าพ่อ แม้ไม่ได้เกี่ยวพันธ์กันทางสายเลือด แต่มันผู้นั้นกลับแทบไม่ได้ปฏิบัติตนให้สมคำเรียกขานนั้นเลย ชายวัยกลางคนมองจากภายนอก ก็แทบจะรู้สึกถึงความผิดปกติ ท่าทากรางยะโสโอหังเต็มที่</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/07/darkness2.jpg" alt="" /></p>
<p>เริ่มต้นจากการถ้ำมอง แอบดูขณะอาบน้ำ ถ่ายรูปที่เผลอเมื่อกำลังเปลื้องเสื้อผ้า หนักข้อเข้าก็ถึงกับ บุกเข้าไปในห้องน้อยกระทำมิดีมิร้ายต่อลูกเลี้ยง แบบซึ่งๆ หน้า แม้เหว่ยฟงจะ ร้องขอความช่วยเหลือจากผู้เป็นแม่ กลับถูกต่อว่ากลับ และเข้าข้างพ่อเลี้ยง เธอหยิบยืนปืนของแฟนหนุ่มมาโดยไม่ได้บอกกล่าว หวังต่อสู้ขัดขืนความเลวทรามที่ได้รับ ไม่เพียงเท่านั้น เหว่ยฟงยังระบายความแค้นสะสมอันยาวนาน ต่อทุกคนในครอบครัว ที่เคยเฉยเมย ต่อความทุกของคนตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา</p>
<p>Daughter of Darkness เล่าเรื่องในทำนอง &#8220;คดีที่เกิดขึ้นจริง&#8221; ด้วยการเริ่มต้นเรื่องด้วยภาพ ของคดีความ และที่เกิดเหตุอันน่าสพรึ่งกลัว ก่อนจะย้อนไปเล่าเรื่องต้นสายปลายเหตุแห่ง คดีความทั้งหมด โดยในในครึ่งแรกนั้นเน้นการสอบสวนสืบสวน คลีคลายคดีของสองตำรวจ เพื่อหาคนร้ายคนผิดที่แท้จริง</p>
<p>แม้จะขึ้นชื่อว่าเป็นหนังสืบสวน แต่ก็คงไม่สามารถคาดหวังความชาญฉลาด หลักแหลม หรือเหลี่ยมมุม แพรวพราว ของบทหนัง อะไรได้มากนัก เพราะผู้กำกับเลือกที่จะ เสนอลีลาตลกต่ำทราม ล้อเลียนความบ้านนอกคอกหน้าชาวบ้านร้านตลาด และตำรวจ ชาวจีนแผ่นดินใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการ เล่นตลกกับความขยะแขยง ตัวละครล้อเล่นกับซากศพ, สอบสวนด้วยวิธีต่ำทราม อย่างการถามย้ำอยู่กับเรื่องท่าทางใน กิจกรรมเข้าจังหวะบทเตียงของนางเอก หรือพิสูจน์ศพผู้ตายโดยการบีบนม เปิดกระโปรง</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/07/darkness6.jpg" alt="" /></p>
<p>ต้องขอบคุณหวงซิวเซิง ที่ทำให้ช่วงเวลาครึ่งแรกของหนัง เป็นไปได้อย่างสนุกสนาน บันเทิงในแบบบ้าคลั่ง บนขำ ต่ำทรามบนฮา ได้มีประสิทธิภาพพอสมควร ช่วยให้ช่วงเวลาครึ่งแรกของหนัง แม้ไม่มีฉากหวือหวาให้ช่วนตื่นเต้น แต่ก็ไม่น่าเบื่อจนเกินไป</p>
<p>เมื่อเข้าสู่เรื่องราวช่วงหลังของหนัง นำเสนอฉากชวนสยิวให้ดูกันแบบ ต่อเนื่อง ทั้งฉากแนวอีโรติก วาบหวิว ล่อแหลมอันรุนแรง ดาราหน้าโหดที่ชื่อ เหอเจียกุ้ย ที่รับบทเป็น คุณพ่อสารเลว สุดหื่น ได้อย่างน่าเกลียดน่ากลัวดีแท้ ฉากขายของเรื่อง ก็คือฉากที่เฮียคนนี้แกมีส่วนร่วมอยู่นั้นเอง ซึ่งทั้งหมดเป็นฉากประเภทข่มขืน กดขี่เพศหญิง (ผู้เป็นลูกเลี้ยงให้ท้องเรื่อง) ทั้งปล้ำ ฉีกเสื้อ กรอกเหล้า และทีเด็ดที่ Ivan Lai นำเสนอ ถึงกับเอามาขึ้นใบปิดเลยก็คือ ฉากพ่อเลี้ยงสุดเลว มัดมือนางเอกในสภาพเปลีือยเปล่า  ยึดติดกับเพดาล  ทะเลงตัวด้วยครีม และจบลงด้วยการจับข่มขืน</p>
<p>พูดถึงหนังแนวนี้ ดาวเด่น ที่ต้องพูดถึงลำดับต้นๆ ก็คือนางเอง จุดขายหลักสำคัญของหนัง จงซู่เหว่ย ดาราสาวที่ต้องรับบทหนักใน Daughter of Darkness อาจจะไม่ใช่ดาราที่มีชื่อเสียงโด่งดัง และเป็นที่รู้จักในวงกว้าง แต่ในแวดวงหนังเกรด 3 จงซู่เหว่ย ถือว่าเป็น &#8220;ดาว&#8221; คนหนึ่งที่แฟนหนังแนวนี้ เริ่มต้นเส้นทางในวงการบันเทิงด้วยการประกวดนางงาม Miss Hong Kong ในปี 1987 ซึ่งทำให้เธอได้รับสัญญาจ้างงาน กับบริษัท TVB ไปโดยปริยาย อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนสถานีโทรทัศน์ชื่อดัง จะไม่สามารถแจ้งเกิดให้กับสาวน้อยได้อย่างที่หวัง</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/07/darkness1.jpg" alt="" /></p>
<p>ต้องหลังจากถูกยกเลิกสัญญาจาก TVB ในปี 1993 เพราะทำผิดข้อตกลงในการรับงานนอกโดยไม่ได้รับอนุญาติ ไปแล้วนั้นเอง จงซู่เหว่ย ถึงได้เริ่มลืมตาอ้าปาก เธอได้รับโอกาศให้รับบทสำคัญในหนังภาคต่อสุดฮิต นางพญาผมขาวภาคสอง หนังอาจจะไม่ประสบความสำเร็จมากนัก แต่ชื่อของเธอก็เริ่มได้รับการจดจำ</p>
<p>และยิ่งถูกจดจำมากขึ้นไปอีก เมื่อนางเอกสาวอดีตนางงามคนนี้ตัดสินใจรับงานหนังเกรด 3 โชว์เนื้อหนัง ผลงานอย่าง Daughter of Darkness และ  Red To Kill กลายเป็นผลงานคลาสสิคในหนังแนวทางนี้ไปแล้ว อย่างที่บอกไปแล้วนะครับ จงซู่เหว่ย ไม่ได้มีใบหน้าที่งดงาม น่าตกตะลึง หรือรูปร่างขย่ำโลก แต่ภาคลักษณ์ สาวธรรมดาสามัญ หญิงข้างบ้าน หน้าปากซอย ของเธอก็ช่วยให้คนดู รู้สึกใกล้ชิด และสัมผัสได้ จึงไม่น่าแปลกใจนัก ที่เธอมักจะได้รับบท หญิงสาวธรรมดา ที่ถูกชายหื่นคุกคามอยู่เสมอ</p>
<p>จงซู่เหว่ย ทำงานอยู่หลายปีจนกระทั่งแต่งงาน มีลูก (กับดาราชายที่รับบทเป็น พระเอกใน Daughter of Darkness นั่นเอง) และถอนตัวจากวงการไป แต่ด้วยการเงินฝืดเคียงจึงกลับมารับงานแสดงอีกครั้ง จนถึงปัจจุบัน แต่ถ้านับเอาภาพจำ ของเธอก็ต้องนึกถึง งานสมัยหนังเกรดสามรุ่งเรือง</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/07/darkness5.jpg" alt="" /></p>
<p>มีข้อคิดเห็นที่แตกต่างมากมายเกี่ยวกับหนังเรื่อง Daughter of Darkness บางส่วนบอกว่าหนังสนุกดี แต่บางคน ก็รับไม่ได้ในส่วนของ ฉากเซ็กที่ดูรุนแรง สถุน เกิดเหตุเกินความพอดีไปไม่น้อย ขณะที่แฟนหนังบางส่วน (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ที่ชาชินกัน ความรุนแรงสุดขั่ว และความวิปริตรสุดเขต ในยุคอินเตอร์เน็ทครองเมืองแบบนี้) กลับแสดงความผิดหวัง ในเรื่องความ &#8220;แรง&#8221; ของหนัง</p>
<p>คุณภาพในฐานะภาพยนตร์ก็ถือว่า ต้อยต่ำตามสไตล์หนังแนวนี้ทั่วไป ที่หาความปราณีตได้ค่อนข้างยาก ถึงกับมีฉากนึงในเรื่องที่ นักแสดงผู้รับบทเป็นศพ แต่ดันกระพริบตาให้จับได้กับแบบจะๆ เช่นเดียวกับตัวประกอบโนเนมทั้งหลายที่แสดงกันได้สมัครเล่นมากๆ เนื้อเรื่องแม้จะมีการทำเก๋เล่าเรื่องด้วย Flashback แต่ส่วนอื่นๆ ล้วนธรรมดาๆ (โดยเฉพาะช่วงหลังๆ ของเรื่อง) นักวิจารณ์คนหนึ่ง (ที่ไม่ใช่ผมนะครับ) บอกว่ากด ฟอร์เวิร์ด หาฉากวาบหวามกับเพลินเลย ตัวหนังแม้จะเสนอเรื่องราวหนักอึ้ง แต่ก็ไม่ได้มีประเด็นทางสังคมอะไรมากนัก นอกไปจากการหยิบความถ่อยเถื่อนทางผิด มาเป็นสินค้า</p>
<p>รวมๆ แล้วคงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะบอกว่าคุณค่าในทางภาพยนตร์ของ Daughter of Darkness นั้นต่ำมากๆ อย่างน้อยหนังก็ยังมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลักฐานความรุ่งเรื่องของ หนังเกรด 3 ในอดีต ก็ทำให้ Daughter of Darkness ไม่ได้ไร้ค่าซะทีเดียว</p>
<p><img src="http://img.photobucket.com/albums/v622/jump2002/dod.jpg" alt="" /></p>
<ul>
<li><strong>Credits<br />
บริษัทผู้สร้าง - </strong>Scholar Films Co., Ltd., Martini Film Co. Ltd.<br />
<strong> กำกับ - </strong>Ivan Lai Gai-Ming<br />
<strong> อำนวยการสร้าง - </strong> Kimmy Suen Ging-On<br />
<strong> บทภาพยนตร์ - </strong> Gwai Book<br />
<strong> ถ่ายภาพ - </strong>Lee Kin-Keung<br />
<strong> ตัดต่อ - </strong> Choi Hung<br />
<strong> ดนตรีประกอบ - </strong>Jonathon Wong Bong<br />
<strong> กำกับศิลป์ - </strong>Wilson Lam Wai-Sum<br />
<strong> เสื้อผ้า - </strong>Cheung Yuk-Yue<br />
<strong> แต่งหน้า - </strong> Choi Siu-Jan<br />
<strong> กำกับคิวบู๊ - </strong>Chan Siu-Wah, Alan Chan Gwok-Kuen<br />
<strong> แสดงนำ -</strong>Lily Chung Suk Wai, William Ho Ka Kui, Money Lo Man Yee, Hugo Ng Doi Yung, Anthony Wong Chau Sang, Yu Li</li>
<li><strong>Rating - </strong>2.5/5</li>
</ul>
</div>]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[Fatal Move (2008, Dennis Law Sau-Yiu)]]></title>
<link>http://mihk2002.wordpress.com/2008/05/18/fatal-move-2008-dennis-law-sau-yiu/</link>
<pubDate>Sun, 18 May 2008 17:40:41 +0000</pubDate>
<dc:creator>mihk2002</dc:creator>
<guid>http://mihk2002.wordpress.com/2008/05/18/fatal-move-2008-dennis-law-sau-yiu/</guid>
<description><![CDATA[
สองปีที่แล้ว (2006) ผู้กำกับหน้าใหม่ที]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/006/fatalmove01.jpg" alt="" /></p>
<p>สองปีที่แล้ว (2006) ผู้กำกับหน้าใหม่ที่ชื่อว่า Dennis Law สร้างชื่อได้พอสมควรกับงานที่ชื่อว่า Fatal Contact หนังก็ไม่ได้ดีเด่นอะไรมากมายนะครับ เต็มไปด้วยปัญหา และข้อบกพล่องอยู่ไม่น้อย อย่างไรก็ตาม  Fatal Contact กลับเป็นงานที่สร้างความพึงพอใจ ให้กับแฟนหนังบู๊ หนังแอ็กชั่นอยู่พอสมควร กับคิวบู๊ที่จัดว่าใช้ได้ น่าสนใจ แน่นอนคนที่ได้รับคำชมนั้นไม่ใช่ผู้กำกับ แต่เป็นทีมคิวบู๊อย่าง พระเอกหนุ่มอู๋จิ้ง และผู้กำกับคิวบู๊ นิกกี้ ลี</p>
<p>ในปี 2008 Dennis Law ดูเหมือนจะกลับมาแก้ตัวกับงานในแนวเดียวกันอีกครั้ง กับหนังอาญากรรม ที่มีจุดขายสำคัญเป็นคิวบู๊อันดุเดือด ด้วยสองคู่หู อู๋จิ้ง และนิกกี้ ลี บวกกับผู้ร่วมงานหน้าใหม่มากมาย ทั้งหงจินเป่า เยิ่นต๊ะหัว สองดารานำจาก SPL ซึ่งในช่วงแรกของการพัฒนาบท มีข่าวว่า Fatal Move นั้นเป็น &#8220;ภาคก่อนหน้า&#8221; (หรือ Prequel) ของ SPL ด้วยซ้ำไป แต่ในที่สุด ผู้สร้างก็ตัดสินใจ สร้างให้หนังเป็นเรื่องใหม่ไปเลย มีเนื้อเรื่องเป็นของตัวเอง ไม่ได้อ้างอิงจากหนังเก่าเรื่องใด<!--more--></p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/006/fatalmove02.jpg" alt="" /></p>
<p>Fatal Move เล่าเรื่องในแวดวงนักเลง ของฮ่องกง ชายผู้ยืนอยู่บนจุดสูงสุด เจ้าพ่อ หลินเหอหลง (หงจินเป่า) หรือ ที่ใครๆ เรียก &#8220;พี่ใหญ่&#8221; หัวหน้าแก๊งแห่งลูกน้องมากมาย แพร่ขยายอิทธิพลไปทั่วฮ่องกง แทรกซึมไปในวงการต่างๆ มากมายทั้งผิด และถูกกฏหมาย สร้างความหนักอกหนักใจแก่ตำรวจ ที่พยายามติดตามเอาผิด นายตำรวจอย่าง หลิวจื่อจง (หลี่ซิ่วเซียน) ที่กำลังติดตามเอาผิด มาเฟียตัวเอ้ อยู่ไม่น้อย โดยเฉพะอย่างยิ่ง เมื่อพวกมันเริ่มแสดงความเหิมเกรือมไม่เกรงกลัวตำอยู่ อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน</p>
<p>อย่างไรก็ตามสิ่งที่สั่นคลอนความมั่นใจของ  หลินเหอหลง มากที่สุดกลับไม่ใช่ตำรวจ แต่เป็นพวกพ้องของตัวเอง แก็งที่ใหญ่โต มันคง เหมือนปราการเหล็กกล้า กลับเต็มไปด้วยความแตกร้าวอยู่ภายใน หลินเหอหลง กำลังยืนอยู่บนหุบเหวแห่งชีวิต อาณาจักร ที่เข้าก่อร่างขึ้นมาตั้งแต่ต้นกำลังจะล่มสลายลงตรงหน้า ความละโมบ การทรยศหักหลัง พวกเดียวกันเอง</p>
<p>ท่ามกลางคนใกล้ชิดมากมาย มีเพียงหยิบมือเท่านั้นที่ หลินเหอหลง สามารถไว้ใจได้อย่างแท้จริง หนึ่งในนั้นก็คือ อาตง (เยิ่นต๊ะหัว) น้องชายในสายเลือด ผู้ติดการพนันอย่างหนักหน่วง และ เจ้าหนุ่มนักฆ่าจอมโหด (อู๋จิ้ง) ผู้มากับผมสีนำเงิน พูดน้อย ต่อยหนัก เจ้าของกระบี่เล่มยาว</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/006/fatalmove03.jpg" alt="" /></p>
<p>ตามข้อมูลแล้ว ผู้กำกับ Dennis Law นั้นมีพื้นแพมาจาก งานอำนวยการสร้าง รับผิดชอบเกี่ยวกับเรื่องเงินทุนอะไรเทือกนั้น เมื่อ เปลี่ยนเก้าอี้มาเป็นคนทำหนังเสียเอง ก็แสดงให้เห็นปัญหาอยู่พอสมควร กับทักษะการทำหนัง และเล่าเรื่อง ของ Dennis Law ที่เป็นไปอย่างกระท้อนกระแท้นเหลือเกิน เนื้อเรื่องของ Fatal Move เต็มไปด้วยลีลาเดิมๆ ซ้ำๆ แบบหนังมาเฟีย เมื่อสับสิบห้าปีที่แล้ว หนังนำเสนอตัวละคร มากมายแต่มีเพียงหยิบมือที่ เป็นตัวละครที่เราจะสนใจจริงๆ นอกจากนั้นล้วนธรรมดา ไร้บทบาท ไร้ความน่าจดจำ</p>
<p>ปัญหาหนักของ Dennis Law ก็คือ งานของเขาเต็มไปด้วย ความพยายามอันเกินขอบเขต ดูตามเนื้องานแล้ว Dennis Law แสดงให้เห็นว่าเขา มีความทะเยอทะยาน มากกว่าที่จะสร้างหนัง &#8220;ขายๆ&#8221; เรื่องหนึ่ง แต่ต้องการจะเสนอเรื่องราวที่ซับซ้อน แง่มุมที่ลึกซึ้ง และสไตล์อันหวือหว่า อธิบายอย่างง่าย Fatal Move เป็นเหมือนความพยายามในการสร้างหนังแบบ Election (ที่ Dennis Law เป็นผู้อำนวยการสร้าง ด้วย) แต่มีคิวบู๊แบบ SPL แต่ผลที่ออกมากลายเป็นว่า Fatal Move มีคุณภาพในระดับที่เนื้อเรื่องแย่กว่า SPL ส่วนตัวบู๊ ก็ไม่ได้ตื่นเต้นกว่า Election ด้วยซ้ำไป</p>
<p>ข้อจำกัดด้านฝีมือ และประสบการ ทำให้ Fatal Move เต็มไปด้วยความรู้สึกแสร้ง แกล้งทำ ความซับซ้อนอัน