<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><!-- generator="wordpress.com" -->
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	>

<channel>
	<title>ข่าว &amp;laquo; WordPress.com Tag Feed</title>
	<link>http://wordpress.com/tag/ข่าว/</link>
	<description>Feed of posts on WordPress.com tagged "ข่าว"</description>
	<pubDate>Sun, 06 Jul 2008 14:11:05 +0000</pubDate>

	<generator>http://wordpress.com/tags/</generator>
	<language>en</language>

<item>
<title><![CDATA[หมดหวังลุ้นพระวิหาร “อดุล” ลั่นเสียอธิปไตย เขมรบังคับทำตามแผนพัฒนา]]></title>
<link>http://preahvihear.wordpress.com/?p=218</link>
<pubDate>Fri, 04 Jul 2008 00:55:43 +0000</pubDate>
<dc:creator>សុភ័ក្ត្រ</dc:creator>
<guid>http://preahvihear.wordpress.com/?p=218</guid>
<description><![CDATA[อดีต ปธ.มรดกโลกไทย ชี้ พิรุธแถลงการณ]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p><strong><span style="color:#006666;">อดีต ปธ.มรดกโลกไทย ชี้ พิรุธแถลงการณ์ร่วม ระบุเอกสารการแถลงทั้งหมดเป็นการจัดฉาก ยันถ้าเขมรขึ้นทะเบียนมรดกโลกสำเร็จ ไทยจะเสียอธิปไตยเหนือดินแดน เหตุเขมรจะมีอำนาจบังคับให้ไทยยอมรับแผนพัฒนาพื้นที่รอบปราสาท ชี้ “ปองพล” น่าจะไม่มีโอกาสค้านที่ประชุม เพราะเป็นแค่สมาชิกภาคี ไม่มีสิทธิ์ออกความเห็นเพื่อลงมติ ด้าน ยูเนสโกไทย สุดมั่ว แจงน้ำขุ่นๆ ระบุหนังสือส่ง ส.ว.ลงวันที่ผิด<br />
</span></strong>       <br />
       <strong><span style="color:#ff0000;">ศ.ดร.อดุล วิเชียรเจริญ</span></strong> อดีตประธานคณะกรรมการมรดกโลกประจำประเทศไทย กล่าวอธิบายข้อเท็จจริงเมื่อไทยยินยอมให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารแต่เพียงผู้เดียวว่า ขณะนี้มีการทำเสมือนหนึ่งว่า การขึ้นทะเบียนเฉพาะตัวปราสาทไม่ส่งผลใดๆ ต่ออธิปไตยของประเทศ แต่ในความเป็นจริงแล้ว เมื่อไทยยอมให้สิทธิกัมพูชาในการขึ้นทะเบียนตัวปราสาท สิ่งที่ตามมาอธิบายให้ชัด ก็คือ พันธะภารกิจที่ตามมาโดยอนุสัญญามรดกโลก ที่ประเทศภาคีจะต้องมีพันธกิจปกป้องคุ้มครองอนุรักษ์มรดกโลกที่ขึ้นทะเบียน และไม่ดำเนินการใดๆ ที่จะก่อให้เกิดความเสื่อมโทรมต่อมรดกโลก<br />
       <br />
       กล่าวคือ เมื่อไทยหนุนให้เขมรขึ้นทะเบียนมรดกโลกฝ่ายเดียว อำนาจการจัดแผนอนุรักษ์ปราสาทพระวิหารก็จะตกเป็นของกัมพูชา ซึ่งภายใต้ข้อบังคับของอนุสัญญามรดกโลก ไทยจำเป็นต้องยอมรับแผนพัฒนาฯ ซึ่งจำเป็นจะต้องทำการพัฒนาพื้นที่โดยรอบปราสาทพระวิหาร ซึ่งก็คือพื้นที่ของประเทศไทย<br />
       <br />
       “ตัวปราสาทพระวิหารขณะนี้อยู่ในสภาพทรุดโทรม เปราะบาง และเสี่ยงต่อการพังเสียหาย ยิ่งตั้งอยู่บนเขาลาด ทำให้น้ำไหลเสี่ยงต่อการพังทลาย รวมไปถึงการออกฎหมายควบคุมมิให้มีสิ่งปลูกสร้างใกล้เขาพระวิหารมากเกินกำหนด รวมไปถึงการกำหนดสีของสิ่งปลูกสร้างบริเวณใกล้เคียงที่จำเป็นต้องทำให้กลมกลืนกัน เหล่านี้ล้วนจำเป็นจะต้องจัดการในพื้นที่ฝั่งไทยและอาจจะต้องออกกฎหมายใหม่ ซึ่งนั่นแปลว่า เราเสียอธิปไตยแล้ว แต่ถ้าหากเรายื่นขอขึ้นทะเบียนร่วม เราจะไม่ต้องรับสภาพแบบนี้ เราจะสามารถร่วมวางแผน ตัดสินใจ หรือคัดค้านเขมรได้มากกว่านี้”<br />
       <br />
       <strong><span style="text-decoration:underline;">**แฉพิรุธแถลงการณ์ฉาว</span></strong><br />
       อดีตประธานกรรมการมรดกโลกไทย กล่าวต่อถึงข้อพิรุธที่พบได้จากแถลงการณ์การร่วมวันที่ 18 มิ.ย.ของ นายนพดล ปัทมะ ว่า มีข้อน่าสงสัยหลายอย่างแค่สามคำแรกก็แปลกแล้ว เพราะอ้างถึงการประชุมที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ในวันที่ 22 พ.ค.แต่การลงนามของทั้ง นพดล ซึ่งเป็นตัวแทนฝ่ายไทยที่ลงนามในประเทศไทยก็ลงนามวันที่ 18 มิ.ย.ตัวแทนฝ่ายกัมพูชา ลงนามวันที่ 18 มิ.ย.แต่ที่กรุงพนมเปญ ในขณะที่ประจักษ์พยานลงนามวันที่ 18 มิ.ย. แต่ในปารีส ส่วนแผนที่ที่แนบเป็นเอกสารประกอบนั้น มีตราประทับของกัมพูชา ย้ำว่า มีตราประทับของกัมพูชาฝ่ายเดียว ไม่มีตราประทับประเทศไทย และมีการเขียนด้วยลายมือ กำกับวันที่ในแผนที่ฉบับนี้ว่า 18 มิ.ย.<br />
       <br />
       “กรณีเขาพระวิหาร นพดล ก็ออกมาแก้ข่าว บอกว่า ไม่เสียดินแดนอย่างงั้นอย่างงี้ และกล่าวว่า ได้นำแผนที่ไปให้หน่วยงานความมั่นคงและกรมแผนที่ตรวจสอบแล้ว ถามว่า ในเมื่อแผนที่ที่แนบมาในหนังสือลงนามมันถูกเขียนกำกับวันที่ ว่า 18 มิ.ย.นพดล เอาแผนที่อะไรให้ความมั่นคงตรวจสอบ มันก็แปลได้อย่างเดียวว่า มันเป็นการจัดฉาก หนังสือลงนามฉบับนี้ถูกเตรียมการณ์ไว้ล่วงหน้า”<br />
       <br />
       <strong><span style="text-decoration:underline;"><span style="color:#ff0000;">**เชื่อ “ปองพล” ค้านไม่สำเร็จ</span></span></strong><br />
       อดีตประธานกรรมการมรดกโลก ยังกล่าวต่อไปอีกว่า ก่อนการเดินทางไปประชุมที่แคนาดาครั้งนี้ นายปองพล อดิเรกสาร ในฐานะประธานกรรมการมรดกโลกคนใหม่ ก็ได้เดินทางมาพบที่บ้านด้วย ซึ่งตนก็ย้ำจุดยืนว่า ประเทศไทยควรขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก อย่างไรก็ตาม เชื่อว่า นายปองพล จะไม่สามารถคัดค้านในที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกได้ เพราะได้ข่าวว่านายนพดล ไปด้วย ที่สำคัญคือว่า นายนพดล อาจจะไปในฐานะหัวหน้าคณะเสียด้วยซ้ำไป<br />
       <br />
       นอกจากนี้ ไทยไม่ใช่ประเทศสมาชิก 1 ใน 21 ประเทศ เป็นเพียงประเทศภาคีเท่านั้น ซึ่งโดยการปฏิบัติในของประชุมคณะกรรมการมรดกโลกนั้น ผู้ที่มีสิทธิออกเสียงหรือให้ความเห็นประกอบการพิจารณา ก็คือ ประเทศสมาชิก 21 ประเทศ โดยประเทศอื่นๆ จะอยู่ในฐานะสังเกตการณ์เท่านั้น ประเทศไทยเองก็เป็นเช่นนั้นด้วยเหมือนกัน ซึ่งถ้าเขาเปิดโอกาส ไทยอาจจะมีโอกาสแสดงความคิดเห็น แต่นั่นคือ ภายหลังการหารือพิจารณาของประเทศสมาชิก หรือบางกรณีคือ อาจจะเป็นหลังการลงมติแล้วด้วย<br />
       <br />
       “วาระสำคัญสองประการจากการประชุมที่นิวซีแลนด์ ที่เกี่ยวเนื่องมาจนถึงการประชุมในครั้งนี้ก็คือ ประการแรกคือการเห็นควรว่าปราสาทพระวิหาร มีคุณสมบัติตรงตามที่คณะกรรมการมรดกโลก ระบุ สามารถขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกได้ อีกประการหนึ่ง คือ แม้ในหลักการจะสามารถขึ้นทะเบียนเฉพาะตัวปราสาทได้ ก็จำเป็นจะต้องใช้พื้นที่ไทยในการสร้างพื้นที่อนุรักษ์ในการวางแผนพัฒนา ดังนั้นคณะกรรมการมรดกโลกจึงให้ไทยและกัมพูชากลับมาตกลงกันก่อน และเมื่อนภดลไปลงนามสนับสนุนเช่นนั้น ก็แปลว่าการประชุมที่แคนาดาครั้งนี้ ก็เป็นการตอบโจทย์เพื่อปิดประเด็นจากการประชุมคราวที่แล้ว” ศ.ดร.อดุล ทิ้งท้าย<br />
       <br />
       <strong><span style="text-decoration:underline;"><span style="color:#0000ff;">**ยูเนสโกไทยมั่วเอง ยอมรับเขียนวันที่ผิด</span></span></strong><br />
       นายเชลดอน เชฟเฟอร์ ผู้อำนวยการองค์การยูเนสโก ประจำประเทศไทย เปิดเผยภายหลังเดินทางเข้าพบ นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ยอมรับว่า เอกสารที่ส่งถึงกรรมาธิการกรต่างประเทศ วุฒิสภา มีความผิดพลาด<br />
       <br />
       <strong>เนื่องจากอ้างถึงแถลงการณ์ร่วมที่ลงนาม ณ กรุงปารีส เมื่อวันที่ 22 พ.ค.ซึ่งเป็นเอกสารที่ไม่เป็นทางการ และระบุให้รอการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีจากทั้ง 2 ประเทศก่อน ซึ่งความจริงจะต้องอ้างถึงแถลงการณ์ร่วมที่ลงนาม ณ กรุงพนมเปญ วันที่ 18 มิ.ย.ซึ่งเป็นเอกสารที่เป็นทางการ และผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีทั้ง 2 ประเทศแล้ว จึงทำให้เกิดความสับสน โดยตนจะชี้แจงไปทางวุฒิสภา เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง</strong></p>
<p>ប្រភព៖ <a href="http://manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9510000078457">http://manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9510000078457</a></p>
]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[ส่อเค้ายุ่งๆ...เขมรส่ง ตร.อารักขาสถานทูตไทย]]></title>
<link>http://preahvihear.wordpress.com/?p=216</link>
<pubDate>Fri, 04 Jul 2008 00:54:27 +0000</pubDate>
<dc:creator>សុភ័ក្ត្រ</dc:creator>
<guid>http://preahvihear.wordpress.com/?p=216</guid>
<description><![CDATA[ผู้จัดการออนไลน์&#8211; ตำรวจกรุงพนมเป]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ผู้จัดการออนไลน์-- ตำรวจกรุงพนมเปญได้ส่งตำรวจนับร้อยนายไปประจำที่สถานเอกอัครราชทูตไทยในกรุงพนมเปญเมื่อวันพฤหัสบดี (3 ก.ค.) หลังจากได้ทราบว่ากำลังจะมีฝูงชนไปชุมนุมที่นั่น เพื่อประท้วงกรณีความขัดแย้งเกี่ยวกับปราสาทพระวิหาร<br />
</strong>       <br />
       ผู้บัญชาการตำรวจกรุงพนมเปญ พล.ท.ตูจ นารัฐ (Touch Narath) กล่าวว่า การตัดสินใจส่งตำรวจไปอารักขาสถานทูตไทยมีขึ้นหลังจากได้รับการร้องขออนุญาตจากคนกลุ่มหนึ่งเพื่อจัดการชุมนุมขึ้นที่นั่น<br />
       <br />
       "เรามีประสบการที่เลวร้ายในอดีต ดังนั้นจะต้องเตรียมพร้อมป้องกันพวกที่มีเจตนาร้ายมิให้เผาสถานทูตไทยอีก" ผบ.ตร.พนมเปญกล่าว<br />
       <br />
       กัมพูชาได้ยื่นขอจดทะเบียนปราสาทพระวิหารกับองค์การยูเนสโก คณะกรรมการมรดกโลกได้เปิดประชุมวันที่ 2-10 ก.ค.นี้ ซึ่งจะมีการพิจารณาการขอจดทะเบียนจากหลายประเทศ รวมทั้งปราสาทพระวิหารด้วย<br />
       <br />
       เมื่อเดือนที่แล้วศาลปกครองกลางของไทยได้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวมิให้มติคณะรัฐมนตรีที่สนับสนุนรัฐบาลกัมพูชาจดทะเบียนปราสาทเก่าแก่อายุ 900 ปี มิให้มีผลบังคับใช้ ขณะเดียวกันกับที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้ชุมนุมประท้วงต่อต้านการดำเนินการของรัฐบาลในเรื่องนี้<br />
       <br />
       นายฮอร์นัมฮอง (Hor Nam Hong) รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชากล่าวเตือนเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า เรื่องนี้อาจจะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์กัมพูชากับไทยได้</p>
<p>ปัจจุบันพรรคการเมืองต่างๆ ในกัมพูชากำลังรณรงค์หาเสียงสำหรับการเลือกตั้งทั่วไปซึ่งจะมีการหย่อนบัตรในวันที่ 27 ก.ค.ศกนี้ ท่ามกลางความวิตกว่ากรณีประสาทพระวิหารจะถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการหาเสียง<br />
       <br />
       "เราไม่ต้องการเห็นการประท้วงใดเกิดขึ้น ขณะที่เรากำลังยุ่งกับการเลือกตั้ง" พล.ท.นารัฐกล่าว<br />
       <br />
       ในปี 2546 ชาวกัมพูชาหลายร้อยคนแสดงความไม่พอใจหลังจากทราบข่าวเล่าลือเกี่ยวกับนักแสดงสาวของไทยคนหนึ่งกล่าวว่า ปราสาทนครวัดเป็นของไทย ได้จัดการประท้วงที่สถานทูตไทยก่อนจะลุกลามกลายเป็นการจลาจล และเผาสถานทูตไทยเสียหายหนัก<br />
       <br />
       กลุ่มผู้ก่อจลาจลยังบุกเผาหรือเข้าทำลายข้าวของและฉกฉวยเอาทรัพย์สินของบริษัทห้างร้านของไทยในกรุงพนมเปญไป สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวง<br />
       <br />
       รัฐบาลกัมพูชาได้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ฝ่ายไทยรวมเป็นเงิน 2,000 ล้านบาทจากเหตุจลาจลครั้งนั้น ส่วนธุรกิจต่างๆ ที่ได้รับความเสียหาย ได้รับการชดใช้เป็นการลดหย่อนภาษีหรือค่าธรรมเนียมต่างๆ แทนเงินสดเป็นส่วนใหญ่<br />
       <br />
       หลังข่าวคราวเกี่ยวกับคำสั่งศาลปกครองของไทยได้รับการเผยแพร่ในกรุงพนมเปญ ชาวกัมพูชาจำนวนหนึ่งได้แสดงความไม่พอใจ และเริ่มก่อคลื่นใต้น้ำต่อต้านไทยมาตั้งแต่บัดนั้น.</p>
<p>ប្រភព៖ <a href="http://manager.co.th/IndoChina/ViewNews.aspx?NewsID=9510000078569">http://manager.co.th/IndoChina/ViewNews.aspx?NewsID=9510000078569</a></p>
]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[พล.อ.บุญสร้าง เชื่อ กก.มรดกโลกไม่ขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร]]></title>
<link>http://preahvihear.wordpress.com/?p=209</link>
<pubDate>Thu, 03 Jul 2008 01:07:44 +0000</pubDate>
<dc:creator>សុភ័ក្ត្រ</dc:creator>
<guid>http://preahvihear.wordpress.com/?p=209</guid>
<description><![CDATA[ผบ.ทหารสูงสุด ย้ำความสัมพันธ์ไทย-กั]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ผบ.ทหารสูงสุด ย้ำความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา เป็นเรื่องต้องรักษาไว้ แม้คำสั่งคุ้มครองชั่วคราวศาลปกครองกลางจะไม่มีผลต่อการดำเนินการของกัมพูชา เชื่อการที่ทั้ง 2 ฝ่ายยังเห็นไม่ตรงกัน การขึ้นทะเบียนไม่น่าจะทำได้<br />
       <br />
</strong>       พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่กัมพูชายืนยันที่จะเสนอขอจดทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ว่าเป็นเรื่องของกระทรวงการต่างประเทศ ทหารพูดได้เฉพาะเรื่องทางเทคนิคที่เป็นข้อมูลประกอบให้กระทรวงการต่างประเทศไปดำเนินการ เจ้าหน้าที่กรมแผนที่ทหาร ที่เดินทางไปประเทศแคนาดากับคณะทำงานเรื่องนี้ไม่สามารถให้ความเห็นอะไร ที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องทางเทคนิคได้แม้จะรู้อะไรก็ตาม อย่างไรก็ตาม เรื่องของความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศเป็นเรื่องที่ต้องรักษาไว้ ไม่เช่นนั้นจะทำให้เกิดปัญหามากกว่านี้<br />
       <br />
       ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ยอมรับว่าคำสั่งศาลปกครองกลางที่ห้ามดำเนินการใด ๆ ตามแถลงการณ์ร่วมรัฐบาลไทยและรัฐบาลกัมพูชา กรณีสนับสนุนให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2551 เป็นเรื่องภายในประเทศเท่านั้น ไม่สามารถบังคับใช้ระหว่างประเทศได้ กระทรวงการต่างประเทศคงกำลังดำเนินการในสิ่งที่เหมาะสม<br />
       <br />
       “เชื่อว่า คำสั่งศาลจะไม่ทำให้ไทยต้องตกอยู่ในภาวะเสียเปรียบ มีแต่จะทำให้ได้เปรียบ และการที่ไทยแสดงจุดยืนต่าง ๆ ออกมาแล้ว น่าจะมีผลอะไรบ้าง คณะกรรมการมรดกโลกน่าจะพิจารณาเรื่องการขึ้นทะเบียนมรดกโลกตามเหตุผล การเสนอขอขึ้นทะเบียนโดยที่ยังมีเงื่อนไขต่าง ๆ ไม่น่าจะทำได้ ไม่เช่นนั้นจะมีปัญหาภายหลัง” พล.อ.บุญสร้าง กล่าว<br />
       <br />
       ผู้สื่อข่าวถามว่า หน่วยในพื้นที่รายงานว่ามีอะไรที่น่าเป็นห่วงหรือไม่ พล.อ.บุญสร้าง กล่าวว่า ถ้าปล่อยไป ไม่ดูแลก็อาจมีปัญหาได้ จึงกำชับให้หน่วยในพื้นที่ระมัดระวัง ไม่ให้เกิดความรุนแรง ขณะเดียวกัน ได้ประสานกัมพูชาให้ช่วยดูแลด้วยเช่นกัน ทั้งบริเวณชายแดนและสถานทูต เชื่อว่าไม่น่าจะมีเหตุรุนแรงเกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม หากมีความรุนแรงก็มีแผนรองรับไว้แล้ว<br />
       <br />
       เมื่อถามว่า กรณีดังกล่าวเป็นบทเรียนสำหรับการดำเนินการเรื่องสำคัญ ๆ ที่ไม่ควรจะทำด้วยความเร่งรีบ จนขาดความรอบคอบหรือไม่ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด กล่าวว่า การดำเนินการเรื่องใดก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสำคัญหรือไม่สำคัญ ต้องมีความรอบคอบ เพราะบางเรื่องที่เราคิดว่าไม่สำคัญ อาจมีความสำคัญในวันข้างหน้าได้ เพราะฉะนั้นจึงต้องทำด้วยความรอบคอบ<br />
       <br />
       “ปัญหาที่ยาก ๆ ต้องรอบคอบ สำหรับกระทรวงกลาโหม ผมเคยทำสมุดปกขาวชี้แจงการดำเนินการต่าง ๆ ของกองทัพ เพื่อให้ประชาชนในประเทศและชาวต่างประเทศสบายใจ การเปิดเผย ความโปร่งใส เป็นเรื่องที่ดี การให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมด้วย เป็นเรื่องที่เหมาะสม โดยเฉพาะการชี้แจงให้ประชาชนทราบเป็นสิ่งที่ดีที่สุด แม้จะทำไม่ได้ทุกกรณี แต่หลาย ๆ เรื่องควรให้ประชาชนมีส่วนร่วม เพราะเมื่อเขาทราบแล้ว จะเกิดความรู้สึกของความเป็นเจ้าของ อีกทั้งประชาชนไม่น้อยที่มีความรู้ มีความคิดเห็นที่อาจจะช่วยทางราชการได้ ข้าราชการไม่ได้หมายความว่าจะเก่งที่สุดในสายงานนั้น ๆ แต่เราควรเปิดโอกาสให้คนเก่ง ๆ เข้ามาช่วยคิด ผมพูดรวม ๆ นะ ไม่ได้หมายถึงกระทรวงการต่างประเทศเท่านั้น” พล.อ.บุญสร้าง กล่าว</p>
<p>ប្រភព៖ <a href="http://manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000078011">http://manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000078011</a></p>
]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[เขมรส่งทีมใหญ่ไปแคนาดาลุ้นปราสาทพระวิหาร]]></title>
<link>http://preahvihear.wordpress.com/?p=193</link>
<pubDate>Wed, 02 Jul 2008 01:40:55 +0000</pubDate>
<dc:creator>សុភ័ក្ត្រ</dc:creator>
<guid>http://preahvihear.wordpress.com/?p=193</guid>
<description><![CDATA[
ภาพตัดแสดงที่ตั้งปราสาทพระวิหารที]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p><strong><img class="alignnone" src="http://img65.imageshack.us/img65/7802/20742824ri6kc5.jpg" alt="" /><br />
</strong><span style="color:#ff0000;">ภาพตัดแสดงที่ตั้งปราสาทพระวิหารที่เริ่มจากหน้าผาสูงทอดยาวลงไปตามความลาดเป็นระยะทางราว 650 เมตร เจ้าหน้าที่กัมพูชาเชื่อมั่นว่าการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจะสำเร็จในเดือนนี้</span></p>
<p><strong>ผู้จัดการออนไลน์ -- นายโสกอาน (Sok An) รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ประธานคณะกรรมการแห่งชาติในองค์การยูเนสโก ได้นำคณะใหญ่ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ 19 นาย ออกเดินทางไปยังแคนาดาปลายสัปดาห์ที่แล้ว เพื่อดำเนินการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก<br />
</strong>       <br />
       ตามรายงานของกระทรวงวัฒนธรรมและศิลปากร นายโสกอาน จะทำงานอยู่ในนครควีเบคตั้งแต่วันที่ 2-10 ก.ค.ศกนี้ เพื่อติดตามความคืบหน้าในการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร ซึ่งเชื่อว่าจะไม่มีอุปสรรคใดๆ “หลังจากกรณีพิพาทพรมแดนกับไทยได้รับการแก้ไข”<br />
       <br />
       นายอุ๊จ เพียร (Uch Phoeurn) ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรมฯ กล่าวว่า ผู้ติดตามคณะของนายโสกอานยังประกอบด้วยนายตัน ธานี (Tan Theany) เลขาธิการคณะกรรมการแห่งชาติในยูเนสโก กับนายตียาว (Ty Yao) ประธานองค์การแห่งชาติพระวิหาร</p>
<p style="text-align:center;"><img class="alignnone" src="http://img167.imageshack.us/img167/8246/20742824ri6ic2.jpg" alt="" /><br />
<span style="color:#ff0000;">โสกอาน รองนายกฯ และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ นำทีมใหญ่ไปแคนาดา </span></p>
<p>นายเพียร กล่าวว่า ปราสาทพระวิหารที่เทือกเขาพนมดงรักเป็นเพียงโบราณสถาน 1 ใน 10 แห่งของกัมพูชาที่ได้รัฐบาลขอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกมาตั้งแต่ปี 2535 ซึ่งเป็นปีที่ปราสาทนครวัดได้รับการขึ้นทะเบียน<br />
       <br />
       “ผมหวังอย่างยิ่งว่าปราสาทพระวิหารจะได้รับการขึ้นทะเบียน” นายเมืองซอนน์ (Moeung Sonn) ประธานมูลนิธิส่งเสริมอารยะธรรมเขมร (Khmer Civilization Support Foundation) กล่าวกับนิตยสารข่าวรายปักษ์ “พนมเปญโพสต์” เมื่อวันที่ 16 มิ.ย.<br />
       <br />
       อย่างไรก็ตาม การให้สัมภาษณ์ดังกล่าวมีขึ้น ก่อนที่ศาลปกครองของไทยจะมีคำสั่งคุ้มครองเป็นการชั่วคราว ไม่ให้มติคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับเรื่องนี้รวมทั้งแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา มีผลบังคับใช้<br />
       <br />
       มูลนิธินี้เพิ่งจัดงานระดมทุนและจะมอบเงินรายได้กว่า 10,000 ดอลลาร์ เพื่อสนับสนุนให้มีการรักษาความปลอดภัยปราสาทพระวิหารให้ดียิ่งขึ้น<br />
       <br />
       นายซอนน์ กล่าวว่า ประเทศไทยกล่าวอ้างอธิปไตยเหนืออาณาบริเวณรอบๆ ปราสาท ครอบคลุมพื้นที่ราว 4.6 ตร.กม.ซึ่งได้ทำให้ยูเนสโก ต้องเลื่อนเวลาพิจารณาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารมาเมื่อปีที่แล้ว<br />
       <br />
       แต่เมื่อเดือนที่แล้วกัมพูชาได้ตกลงจะเสนอขึ้นทะเบียนเฉพาะปราสาท-- อันเป็นความเคลื่อนไหวที่ฝ่ายไทยกล่าวว่าจะปูทางให้ปราสาทพระวิหารได้รับการยอมรับขึ้นทะเบียนในปีนี้<br />
       <br />
       อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายยังคงเรียกร้องให้รัฐบาลสมเด็จฯ ฮุนเซน เปิดเผยแผนที่ที่จัดทำขึ้นใหม่ ที่ผนวกไว้ในข้อเสนอขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร ซึ่งเวลาผ่านมาข้ามเดือนก็ยังไม่มีการเปิดเผยข้อมูลใดๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้<br />
       <br />
       นายสนชัย (Son Chhay) ส.ส.พรรคสมรังสี ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้าน กล่าวว่า รัฐบาลได้กระทำการดูถูกดูหมิ่นรัฐสภา ที่ไม่นำเอาเรื่องที่เกี่ยวกับเอกราชอธิปไตยของประเทศเสนอสู่การพิจารณาในองค์กรนิติบัญญัติ</p>
<p>ប្រភព៖ <a href="http://manager.co.th/IndoChina/ViewNews.aspx?NewsID=9510000077177">http://manager.co.th/IndoChina/ViewNews.aspx?NewsID=9510000077177</a></p>
]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[ทนาย"พระวิหาร"สอนมวย"วรเจตน์"ยันศาล ปค.มีอำนาจยับยั้งรัฐบาล]]></title>
<link>http://preahvihear.wordpress.com/?p=191</link>
<pubDate>Wed, 02 Jul 2008 01:37:31 +0000</pubDate>
<dc:creator>សុភ័ក្ត្រ</dc:creator>
<guid>http://preahvihear.wordpress.com/?p=191</guid>
<description><![CDATA[“วรเจตน์ ภาคีรัตน์” อ้างสิทธิขอไม่]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p><strong>“วรเจตน์ ภาคีรัตน์” อ้างสิทธิขอไม่เห็นด้วยกับคำสั่งศาลปกครองระงับแถลงการณ์เขาพระวิหาร ยันไม่ถูกหลักการ วอนสังคมอย่ามองว่าไม่รักชาติ ด้าน“สมปอง สุจริตกุล” สอนมวย ชี้ศาลปกครองมีอำนาจยับยั้งการใช้อำนาจเกินขอบเขตของฝ่ายบริหาร ยันแถลงการณ์ร่วมเป็นโมฆะแล้ว ใช้ประโยชน์ต่อไม่ได้ กระตุกสำนึก รบ.คิดจะอุทธรณ์ จะอ้างเหตุผลอะไรต่อศาลฯ<br />
</strong>       <br />
       วานนี้ (1 ก.ค.) รศ.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ หัวหน้าภาควิชากฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้สัมภาษณ์ในรายการ คมชัดลึก ทางสถานีโทรทัศน์เนชั่นแชลแนล ถึงกรณีที่ตนและคณาจารย์อีก 4 คน รวมตัวกันออกแถลงการณ์แสดงความไม่เห็นด้วยต่อคำสั่งของศาลปกครองกลาง ที่รับคำฟ้องให้ระงับแถลงการณ์ร่วมระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาบกัมพูชาเรื่องการขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกว่า สาเหตุที่กลุ่มของตนคิดเช่นนี้ เนื่องจากเห็นว่าการออกแถลงการณ์ร่วมดังกล่าวเป็นการกระทำที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และเรื่องดังกล่าวก็เป็นอำนาจของรัฐบาล ซึ่งเป็นฝ่ายบริหาร จึงไม่อยู่ในอำนาจการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลปกครอง<br />
       <br />
       ดร.วรเจตน์ กล่าวต่อไปว่า เรื่องนี้เป็นกรณีเดียวกันกับเรื่องของสัญญาเจเทปป้า ที่รัฐบาลไทยเคยไปลงนามความร่วมมือกับประเทศญี่ปุ่น ซึ่งครั้งนั้นก็มีผู้ร้องคัดค้านไปยังศาลปกครองกลางเช่นกัน แต่ศาลก็ไม่รับคำฟ้องเนื่องจากเห็นว่าเป็นเรื่องของการบริหารงานระหว่างประเทศ อยู่นอกเหนืออำนาจของศาล แต่เหตุใดครั้งนี้ซึ่งเป็นกรณีเหมือนกัน แต่ศาลกลับรับฟ้อง<br />
       <br />
       อย่างไรก็ตาม ตนมองว่าถึงแม้ศาลจะมีคำสั่งรับฟ้อง และ มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวห้ามนำมติ ครม.รับรองแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชาไปใช้ รวมถึงระงับการกระทำใดๆ ที่จะดำเนินการร่วมกับกัมพูชาระหว่างที่จะมีการพิพากษาก็ตามแต่ตนก็เชื่อว่าในทางปฏิบัติแล้ว แถลงการณ์ดังกล่าวก็ยังคงมีผลและสามารถดำเนินการต่อไปได้ เพราะรัฐบาลจะดำเนินการได้เพียงระงับเรื่องไว้ก่อน ไม่กระทำการใด ๆ เพิ่มเติมอีกตามคำสั่งของศาล แต่แถลงการณ์ที่ลงนามไปแล้วคงเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ส่วนกระบวนการต่อจากนี้หากรัฐบาลจะยื่นอุทธรณ์ ต่อศาลปกครองสูงสุดก็เชื่อว่าศาลน่าจะมีคำสั่งโดยใช้หลักการเดียวกับเรื่องของ เจเทปป้า แต่หากศาลท่านจะยืนตามศาลปกครองกลาง ท่านก็คงมีเหตุผลที่ชี้แจงได้<br />
       <br />
       ดร.วรเจตน์ กล่าวด้วยว่า การที่ตนออกมาวิจารณ์ครั้งนี้ก็ทำไปด้วยความเคารพ เป็นการแสดงความคิดเห็นทางวิชาการโดยอาศัยเสรีภาพทางวิชาการที่ได้รับการรับรองไว้ใน รธน. และอยากชี้แจงด้วยว่า การที่ตนและพวกออกแถลงการณ์เช่นนี้ ไม่ได้หมายความว่าเราไม่ได้รัก ไม่ห่วงใยบ้านเมือง แต่เราคิดว่า บ้านเมืองต้องมีหลักยึดให้มั่น เราต้องยืนอยู่บนหลักการและกระบวนการที่ถูกต้อง อย่าได้ตั้งธง หรือปรักปรำว่า คนที่มีความเห็นต่างแล้วออกมาโต้แย้ง คือคนที่ไม่รักชาติ<br />
       <br />
       ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่า ดร.วรเจตน์ แม้จะอ้างตัวว่าเป็นนักวิชาการที่มีความเป็นกลาง แต่การแสดงความคิดเห็นในแต่ละเรื่องล้วนแต่เข้าทาง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เริ่มตั้งแต่การคัดค้านบทบาทของตุลาการภิวัตน์ในปี 2549 โดยอ้างว่าตุลาการไม่ควรจะเข้ามายุ่งเกียวกับการเมืองมากเกินไป ไม่เห็นด้วยกับคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญที่ให้การเลือกตั้ง 2 เม.ย.เป็นโมฆะ ไม่เห็นด้วยกับการลงโทษอดีต กกต.ชุด 3 หนา ไม่เห็นด้วยกับการยุบพรรคไทยรักไทยและการลงโทษอดีตกรรมการบริหารพรรคที่ถูกยุบ ไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ 2550 สนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ม.237 และ 309 รวมทั้งล่าสุดกล่าวหาว่า<a class="innerlink" href="http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000076927" target="_blank"><span style="text-decoration:underline;">การเสนอแนวทางการเมืองใหม่ของพันธมิตร เพราะต้องการให้พรรคการเมืองที่พันธมิตรสนับสนุนได้เป็นรัฐบาล</span></a><br />
       <br />
       ด้าน ศ.ดร.ศ.ดร.สมปอง สุจริตกุล รักษาการคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต และหนึ่งในทนายความของประเทศไทยที่ว่าความคดีปราสาทเขาพระวิหารต่อศาลโลกในปี 2505 กล่าวว่า เหตุผลที่นายวรเจตน์ กล่าวว่าศาลปกครองไม่มีอำนาจนั้น นายวรเจตน์คงไม่เข้าใจว่า ศาลปกครองมีอำนาจโดยเฉพาะที่จะยับยั้งหรือขัดขวางการใช้อำนาจที่เกินขอบเขตของฝ่ายบริหาร ซึ่งหลังจากที่ศาลมีคำสั่งรับฟ้อง และห้ามนำแถลงการณ์ร่วมดังกล่าวไปใช้แล้ว จะส่งผลในทางปฏิบัติด้วย เพราะเมื่อศาลสั่งระงับก็ย่อมหมายความว่า รมว.ต่างประเทศ ไม่มีอำนาจในการลงนามในแถลงการณ์ เมื่อไม่มีอำนาจในการลงนามแถลงการณ์หรือสัญญานั้นๆ ก็ย่อมตกเป็นโมฆะ ซึ่งทางกัมพูชาที่เป็นคู่สัญญาก็ต้องรู้ว่าแถลงการณ์ดังกล่าวเป็นโมฆะไปแล้ว เพราะสื่อต่าง ๆ ในกัมพูชาเองก็เสนอข่าวนี้ไปแล้ว<br />
       <br />
       อย่างไรก็ตาม การที่ ดร.วรเจตน์ และพวกออกมาให้ความเห็นก็เป็นสิทธิที่ทำได้ และคงไม่ผิดอะไร ส่วนเรื่องที่รัฐบาลจะไปยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดนั้นก็เป็นสิทธิที่สามารถทำได้เช่นกัน แต่ตนก็อยากจะถาม ในการไปยื่นอุทธรณ์จะนำเหตุผลอะไรไปอ้าง เพราะสิ่งที่ศาลปกครองกลางได้วินิจฉัยและดำเนินการไปนั้น ไม่ได้ส่งผลเสียอะไรกับประเทศชาติมีแต่จะทำเพื่อรักษาประโยชน์ของประเทศชาติเอาไว้ต่างหาก</p>
<p>ប្រភព៖ <a href="http://manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000077477">http://manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000077477</a></p>
]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[บริการออนไลน์ที่ทำให้คนตาบอดสามารถอ่านเว็บไซต์ที่คอมพิวเตอร์เครื่องไหนและที่ไหนก็ได้ ]]></title>
<link>http://thstechnology.wordpress.com/?p=24</link>
<pubDate>Mon, 30 Jun 2008 04:58:04 +0000</pubDate>
<dc:creator>thstechnology</dc:creator>
<guid>http://thstechnology.wordpress.com/?p=24</guid>
<description><![CDATA[จินตนาการของเทคโนโลยีแห่งอนาคตนั้]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p>จินตนาการของเทคโนโลยีแห่งอนาคตนั้นไม่นับการถูกล่ามโซ่ติดอยู่กับเครื่องคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะเนื่องจากผู้คนนัั้นเคลื่อนย้ายจากคอมพิวเตอร์ที่บ้านไปสู่คอมพิวเตอร์ที่ที่ทำงานสู่อุปกรณ์เคลื่อนที่, บูธที่ตั้งอยู่ในห้องสมุด,โรงเรียนและโรงแรมต่างๆ อีกทั้งผู้คนก็เก็บทุกอย่างจากอีเมล์ไปถึงเอกสารไว้บนเว็บมากขึ้น</p>
<p>แต่สำหรับคนประมาณ 10 ล้านคนในอเมริกาที่ตาบอดหรือมีความบกพร่องในเรื่องของการมองเห็นนั้น การใช้คอมพิวเตอร์จนถึงตอนนี้นั้นจะต้องใช้ซอฟต์แวร์อ่านหน้าจอซึ่งโดยปกติแล้วจะถูกลงไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ของตนเองเพียงเท่านั้น</p>
<p>ซอฟต์แวร์ตัวใหม่ที่เรียกว่า WebAnywhere ที่ได้เริ่มทำงานวันนี้นั้นทำให้คนตาบอดหรือผู้ที่มีความบกพร่องในการมองเห็นนั้นสามารถท่องเว็บที่ไหนก็ได้ ซอฟต์แวร์ดังกล่าวที่ได้ถูกพัฒนาขึ้นที่ University of Washington นั้นเปลี่ยนโปรแกรมอ่านหน้าจอให้กลายเป็นบริการทางอินเตอร์เน็ตที่อ่านตัวหนังสือในเว็บไซต์บนเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องไหนก็ได้ที่มีการเชื่อมต่อกับลำโพงหรือหูฟัง “สิ่งนี้นั้นมีไว้สำหรับสถานการณ์ที่บางคนที่ตาบอด ไม่สามารถใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ของตัวเองได้แต่ยังต้องการที่จะใช้บริการอินเตอร์เน็ต ที่พิพิธภัณฑ์,ที่ห้องสมุด,ที่ตู้สาธารณะ,บ้านของเพื่อน หรือที่สนามบิน” Richard Ladner, ศาสตราจารย์ด้าน วิทยาการและวิศวกรรมคอมพิวเตอร์, กล่าว วิธีสาธิตในรูปแบบของภาพและเสียงของฟรีซอฟต์แวร์ตัวนี้นั้นอยู่ที่ <span style="color:#0000ff;">http://webanywhere.cs.washington.edu</span></p>
<p>Ladner จะทำการสาธิตซอฟต์แวร์ดังกล่าวอาทิตย์หน้าในกรุงดัลลัสที่งาน The National Federation of the Blind’s annual convention ซึ่งโปรแกรมนี้ถูกพัฒนาภายใต้การควบคุมดูแลโดย Jeffry Bigham นึกศึกษาปริญญาเอกในด้านวิทยาการและวิศวกรรมคอมพิวเตอร์โดยได้รับทุนวิจัยจากสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งชาติ</p>
<p>โปรแกรมอ่านหน้าจอแบบฟรีนั้นมีอยู่ก่อนแล้วเช่นเดียวกับโปรแกรมสำหรับขายที่มีความซับซ้่อนสูง แต่ทั้งหมดนั้นก็จะต้องทำการติดตั้งลงบนเครื่องก่อนที่จะใช้งานได้ ซึ่งนี่เป็นโปรแกรมสำหรับคนพิการตัวแรกที่ติดตั้งอยู่บนเว็บ หมายความว่ามันไม่จำเป็นที่จะต้องทำการดาวน์โหลดเข้าสู่คอมพิวเตอร์ มันจะประมวลผลที่เซิร์ฟเวอร์ข้างนอกแล้วหลังจากนั้นจึงส่งไฟล์เสียงมาเพื่อที่จะเล่นในเว็บเบราเซอร์ของผู้ใช้งาน <a href="http://hosting-knowledge.thaihostsave.com/email_news/show/117"><span style="color:#3366ff;">อ่านต่อ</span></a></p>
]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[เขมรขู่ฟ่อ!ไทยกลับลำพระวิหารกระทบความสัมพันธ์]]></title>
<link>http://preahvihear.wordpress.com/?p=184</link>
<pubDate>Mon, 30 Jun 2008 01:13:38 +0000</pubDate>
<dc:creator>សុភ័ក្ត្រ</dc:creator>
<guid>http://preahvihear.wordpress.com/?p=184</guid>
<description><![CDATA[ผู้จัดการออนไลน์&#8211; นายฮอร์นัมฮอง (Hor]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ผู้จัดการออนไลน์-- นายฮอร์นัมฮอง <span style="color:#ff0000;">(Hor Nam Hong)</span> รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชากล่าวว่าความรู้สึกทางชาตินิยมเกี่ยวกับการจดทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกที่กำลังแผ่ลามในประเทศไทยขณะนี้ อาจจะกระเทือนต่อความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศได้<br />
</strong>       <br />
       นายนัมฮองกล่าวว่าไทยและกัมพูชาได้บรรลุความตกลงกันแล้วในการกำหนดเขตแดนรอบๆ ประสาทพระวิหาร ที่กัมพูชาจะนำเข้าจดทะเบียนกับองค์การยูเนสโก<br />
       <br />
       นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีต่างประเทศไทยที่ไปทำข้อตกลงกับรัฐบาลกัมพูชา ได้ตกเป็นเป้าโจมตีของพรรคฝ่ายค้านในการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่เพิ่งจะสิ้นสุดลง ซึ่งรัฐบาลเสียงข้างมากสามารถรอดพ้นจากการถูกไม่ไว้วางใจได้อย่างง่ายดาย<br />
       <br />
       แต่ทว่าการโต้แย้งในเรื่องนี้ก็ยังคงเป็นประเด็นระดับแนวหน้าในการเมืองภายในประเทศ<br />
       <br />
       "พรรคการเมืองต่างๆ ในประเทศไทยไม่ควรจะนำเอากรณีปราสาทพระวิหารไปเป็นประเด็นการต่อสู้ภายในประเทศ เรื่องนี้สามารถสร้างความกระทบกระเทือนต่อความสัมพันธ์ไทยกับกัมพูชาได้" รมว.ต่างประเทศกัมพูชากล่าวเมื่อวันศุกร์ (27 มิ.ย.)<br />
       <br />
       สัปดาห์นี้กัมพูชาได้ปิดปราสาทพระวิหารหลังจากประชาชนชาวไทยกว่า 100 คนได้เดินขบวนไปที่นั่น ประท้วงความตกลงเรื่องนี้ ซึ่งผู้ประท้วงกล่าวว่าเป็นผลให้ไทยสูญเสียดินแดนให้แก่กัมพูชา<br />
       <br />
       แต่นายฮอร์นัมฮองยืนยันว่าประเทศไทยจะไม่สูญเสียดินแดนใดๆ<br />
       <br />
       "ภาพแผนที่พระวิหารที่ทำขึ้นเพื่อใช้ในการจดทะเบียนเป็นมรดกโลกนั้นไม่ส่งผลกระทบต่อพรมแดนเลย" นายนัมฮองกล่าว ทั้งยังย้ำว่าประเทศไทยจะไม่สูญเสียดินแดนแม้เซนติเมตรเดียว<br />
       <br />
       เมื่อปีที่แล้วกัมพูชาได้พยายามจดทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ไม่สำเร็จ ท่ามกลางข่าวลือที่ว่าฝ่ายไทยได้ขัดขวางความพยายามของกัมพูชา สำนักข่าวเอเอฟพีกล่าว<br />
       <br />
       อย่างไรก็ตามระหว่างการสรุปอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีกับรัฐมนตรีอีกหลายนายในคืนวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา หัวหน้าพรรคฝ่ายค้านในรัฐสภา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้นำแผนที่ฉบับจริงประกอบการขอจดทะเบียนออกแสดง ได้ระบุว่ามีลับลมคมใน<br />
       <br />
       แผนที่ระบุรายละเอียดรวมทั้งพิกัดของอาณาบริเวณที่กัมพูชาขอยูเนสโกจดทะเบียนพร้อมปราสาทพระวิหาร เพื่อให้เป็นให้เป็นเขตบริหารจัดการ (Management Area)<br />
       <br />
       แผนที่ดังกล่าวฝ่ายกัมพูชาจัดทำขึ้นโดยยึดถือแผนที่ซึ่งฝรั่งเศสทำเอาไว้เมื่อกว่า 100 ปีก่อน ฉบับเดียวกับที่ศาลโลก ณ กรุงเฮก ใช้อ้างอิงและทำให้ไทยสูญเสียปราสาทพระวิหารแก่กัมพูชาเมื่อปี 2505 ทั้งๆ ที่ตั้งอยู่ในเขตสันปันน้ำของไทย<br />
       <br />
       นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า การเห็นพ้องให้กัมพูชานำปราสาทพระวิหารไปจดทะเบียนเป็นมรดกโลก จะมีผลเท่ากับยอมรับว่าดินแดนใต้ปราสาทและอาณาบริเวณโดยรอบเป็นของกัมพูชาทั้งหมด<br />
       <br />
       หลังจากการตัดสินของศาลโลกเพียง 1 เดือน รัฐบาลไทยได้ยื่นหนังสือ คัดค้านและสงวนสิทธิ์ที่จะกล่าวอ้างอธิปไตยเหนือดินแดนที่ตั้งปราสาทพระวิหารกับอาณาบริเวณโดยรอบ ซึ่งทั้งหมดอยู่ในเขตสันปันน้ำของไทยอันควรจะเป็นเส้นพรมแดนธรรมชาติ ตามกฎหมายระหว่างประเทศ.</p>
<p>ប្រភព៖ <a href="http://manager.co.th/IndoChina/ViewNews.aspx?NewsID=9510000075987">http://manager.co.th/IndoChina/ViewNews.aspx?NewsID=9510000075987</a></p>
]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[อดีตทูตจี้รัฐบาลลาออกทั้งคณะรับผิดชอบ “ปราสาทเขาพระวิหาร”]]></title>
<link>http://preahvihear.wordpress.com/?p=182</link>
<pubDate>Mon, 30 Jun 2008 01:12:16 +0000</pubDate>
<dc:creator>សុភ័ក្ត្រ</dc:creator>
<guid>http://preahvihear.wordpress.com/?p=182</guid>
<description><![CDATA[อดีตเอกอัครราชทูต จี้ “รัฐบาลหมัก” ]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p><strong><span style="color:#006666;">อดีตเอกอัครราชทูต จี้ “รัฐบาลหมัก” ส่งหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษรแจ้งกัมพูชาเลิกข้อตกลงร่วมอย่างเป็นทางการ ชี้ เป็นความรับผิดชอบของรัฐบาลทั้งคณะ ที่มีมติให้ไปลงนาม หากเป็นรัฐบาลประเทศอื่นคงลาออกไปแล้ว แต่ไทยเป็นประชาธิปไตยอาเพศ จึงไม่มีใครรับผิดชอบ<br />
       <br />
</span>       <span style="color:#ff0000;">นายสุรพงษ์ ชัยนาม</span></strong> อดีตเอกอัครราชทูต 5 ประเทศ และอดีตอธิบดีกรมเอเชียตะวันออก กระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า เมื่อคำสั่งศาลปกครองกลางได้ออกมาชัดเจนแล้ว รัฐบาลต้องไม่ดำเนินใดๆ และระงับการดำเนินการทุกอย่าง ซึ่งขณะนี้พรรคประชาธิปัตย์ก็ได้ยื่นฟ้องต่อศาลรัฐธรรมนูญด้วยว่าการลงนามข้อตกลงดังกล่าว ผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 190 หรือไม่ คงต้องรอคำพิพากษาของศาลด้วย หากศาลวินิจฉัยว่าขัดกฎหมาย มาตรา 190 แถลงการณ์ร่วมที่รัฐบาลไทยและกัมพูชา ทำร่วมกัน ก็ถือเป็นโมฆะไปโดยปริยาย <span style="color:#0000ff;">สิ่งที่รัฐบาลไทยต้องทำ คือ ทำหนังสือแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรถึงกัมพูชา ว่า ขอระงับแถลงการณ์ร่วม ไม่มีผลใช้บังคับไปก่อน เพราะไทยมีปัญหากระบวนการทางกฎหมายของประเทศไทย ซึ่งต้องรอให้เกิดความชัดเจน โดยอาจเป็นหนังสือจาก รมว.ต่างประเทศ ของไทย ถึง รมว.ต่างประเทศ ของกัมพูชา หรือเป็นหนังสือจากนายกรัฐมนตรีไทย ถึงนายกรัฐมนตรีกัมพูชา แต่ต้องเป็นหนังสือจากรัฐบาลประเทศหนึ่งส่งถึงรัฐบาลประเทศหนึ่ง ให้ได้รับทราบอย่างเป็นทางการ</span> เพราะข้อตกลงที่ไปทำนั้น ถือเป็นสนธิสัญญาที่มีผลผูกพันทั้ง 2 ประเทศ ซึ่งเชื่อว่าสถานทูตกัมพูชาประจำประเทศไทย ก็คงจะทราบเรื่องและรายงานให้ทางกัมพูชาได้ทราบอยู่แล้ว แต่ไทยก็ต้องแจ้งอย่างเป็นทางการ<br />
       <br />
       นายสุรพงษ์ กล่าวต่อไปอีกว่า ส่วนความรับผิดชอบของผู้ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่เกิดขึ้นนั้น ก็ต้องดูหลักฐาน เพราะเชื่อว่าการดำเนินการเรื่องนี้ คงมีการสั่งการเป็นลายลักษณ์อักษร และเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมีทั้งมติ ครม.และคำสงวนสิทธิ์ของไทยในปราสาทพระวิหารปี 2505 ข้าราชการประจำได้มีข้อเสนอแนะใดต่อรัฐบาลหรือไม่ หรือทั้งๆ ที่รู้ว่าผิดกฎหมายก็ยังกระทำ ทั้งหมดต้องพิจารณาจากหลักฐาน เว้นแต่ภาคการเมืองจะสั่งการด้วยวาจาก็มีแนวโน้มว่าข้าราชประจำจะเป็นแพะรับบาป<br />
       <br />
       <strong><span style="color:#ff0000;">“ส่วนความรับผิดชอบของฝ่ายการเมืองนั้น เรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของ นายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ เพียงคนเดียว แต่ที่ประชุม ครม.ได้มีมติให้นายนพดลไปลงนามข้อตกลงได้โดยไม่มีใครคัดค้าน จึงถือเป็นความรับผิดชอบของคณะรัฐบาลทั้งคณะ ไม่ใช่ความผิดของคนใดคนหนึ่ง ซึ่งหากเป็นรัฐบาลของประเทศอื่นที่อยู่ในวิถีประชาธิปไตย เขาคงลาออกไปนานแล้ว แต่ประเทศเรามันเป็นประชาธิปไตยอาเพศ จึงไม่มีใครออกมารับผิดชอบสักคน”<br />
       </span></strong><br />
       นายสุรพงษ์ กล่าวอีกว่า ตนติดตามการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีของฝ่ายค้านมาตลอด และเห็นว่า ส.ส.ฝ่ายรัฐบาล หลายคนชอบอ้างว่า ประเทศไทยลงนามไปแล้ว และที่ลงนามไปนั้น ก็เพราะคำนึงถึงความสัมพันธ์ที่ดีระหว่าง 2 ประเทศ ถือเป็นคำพูดที่ไร้ความรับผิดชอบอย่างที่สุดของ ส.ส.ฟากรัฐบาล เพราะความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศนั้น หมายถึงความสัมพันธ์ที่ดีซึ่งต้องอยู่บนพื้นฐานของประโยชน์และอธิปไตยร่วมกัน ไม่ใช่ความสัมพันธ์แบบเอาใจประเทศใดประเทศหนึ่ง หรือมีความสัมพันธ์โดยผลประโยชน์ของชาติเสียหาย แต่การทำแถลงการณ์ร่วมของนายนพดล ไม่ได้สนองประโยชน์ประเทศไทย สนองประโยชน์กัมพูชาเพียงฝ่ายเดียว ดังนั้น สิ่งที่เป็นหัวใจสำคัญของความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศคือ ผลประโยชน์แห่งชาติทั้งสอง ความเป็นมิตรประเทศต้องอยู่บนพื้นฐานมีประโยชนร่วมกัน<br />
       <br />
       “ผมเห็น ส.ส.รัฐบาลยกมือประท้วงในสภา ขอไม่ให้ฝ่ายค้านอภิปรายเรื่องปราสาทพระวิหาร และแถลงการณ์ร่วมที่ทำไป เพราะเกรงว่าจะกระทบต่อความสัมพันธ์ของไทยกับกัมพูชา ผมคิดว่าเป็นคำพูดที่บ้องตื้น ไร้สาระมาก เพราะความสัมพันธ์ระหว่างประเทศนั้น เราสามารถมีความสัมพันธ์ได้หลายมิติ ทั้งเรื่องการเมือง สังคม เศรษฐกิจ หรือวัฒนธรรม การที่เรามีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศต่อกันนั้น ไม่ว่าจะอย่างไรก็มีผลกระทบถึงกัน ไม่ว่าเราจะหยิบเอาเรื่องนี้มาพูดหรืออภิปรายในสภาหรือไม่ ผลกระทบในความสัมพันธ์มันเกิดขึ้นอยู่ทุกวันจากมิติต่างๆ อยู่แล้ว แต่ประเด็น คือ เราต้องให้ผลกระทบที่เกิดขึ้นเป็นประโยชน์กับทั้ง 2 ฝ่ายไม่ใช่เป็นประโยชน์แก่ฝ่ายใดฝ่ายเดียว” อดีตเอกอัครราชทูต กล่าว</p>
<p>ប្រភព៖ <a href="http://manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9510000076377">http://manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9510000076377</a></p>
]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[Red Cliff : Clip 8 นาที]]></title>
<link>http://mihk2002.wordpress.com/?p=244</link>
<pubDate>Sat, 28 Jun 2008 02:48:28 +0000</pubDate>
<dc:creator>mihk2002</dc:creator>
<guid>http://mihk2002.wordpress.com/?p=244</guid>
<description><![CDATA[
]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p><span style='text-align:center; display: block;'><object width='425' height='350'><param name='movie' value='http://www.youtube.com/v/WDqamjm8lc4'></param><param name='wmode' value='transparent'></param><embed src='http://www.youtube.com/v/WDqamjm8lc4&rel=0' type='application/x-shockwave-flash' wmode='transparent' width='425' height='350'></embed></object></span><!--more--></p>
]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[แนะนำตัวละคร และผู้แสดง จากหนัง Red Cliff]]></title>
<link>http://mihk2002.wordpress.com/?p=240</link>
<pubDate>Sat, 28 Jun 2008 01:18:05 +0000</pubDate>
<dc:creator>mihk2002</dc:creator>
<guid>http://mihk2002.wordpress.com/?p=240</guid>
<description><![CDATA[



เล่าปี่ - หยูหยง
จะเรียกว่า เล่าปี่ ]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/010/cha.jpg" alt="" /><!--more--></p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/010/redcliffc01.jpg" alt="" /><br />
<img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/010/redcliffc30.jpg" alt="" /><br />
<img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/010/redcliffc23.jpg" alt="" /></p>
<h2>เล่าปี่ - หยูหยง</h2>
<p>จะเรียกว่า เล่าปี่ เป็น "พระเอก" ของพงศวดารก็ไม่ผิดนัก จากเด็กหนุ่มผู้มีเชื้อสายฮ่องเต้ ไต้เต้าจากคนสานรองเท้า สู่ ผู้นำแคว้นที่ไม่ได้มีจุดเด่นด้าน มันสมองอันชาญฉลาด หรือฝีมือการรบอัน ไร้คู่ต้าน หากแต่เป็น "ความดีงาม" เล่าปี่เพียรพยายามที่จะสร้างดินแดนแห่งสันติสุข ปกป้องผู้คนใต้การปกครอง ตามอุดมคติของตนเอง ความยิ่งใหญ่ของเล่าปี่ อาจนับได้ด้วย บรรดาผู้ติดตามากมาย ทั้งนักปราชน์ และขุนพล ที่ต่างเชื่อมั่น และศรัทธาต่ออุดมการณ์อันยิ่งใหญ่ของเล่าปี่</p>
<p>หยูหยง (You Yong) ดาราชาวจีนแผ่นดินใหญ่ ผู้ได้รับบท เล่าปี่ บทสำคัญอีกอันหนึ่งในหนัง Red Cliff อาจจะไม่ได้โด่งดังเทียบเท่า กับดาราคนอื่นๆ ในเรื่อง แต่ถ้ามองกับลึกๆ ในรอบ 4 - 5 ปีที่ผ่านมา ก็เรียกได้ว่า หยูหยง เป็นดาราที่มีงานชุก และน่าสนใจมากที่สุดคนหนึ่งของทั้งฮ่องกง และจีนแผ่นดินใหญ่ โดยเฉพาะกับบทสมทบมากสีสรรค์ในหนังหลายๆ เรื่องของตู้ฉีฟง ทั้ง Election, Triangle, Breaking News และอีกมากมายหลายเรื่อง</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/010/redcliffc02.jpg" alt="" /><br />
<img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/010/redcliffc13.jpg" alt="" /><br />
<img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/010/redcliffc22.jpg" alt="" /></p>
<h2>โจโฉ- จางเฟิงอวี้</h2>
<p>ถ้าเราจะเรียกเล่าปี่ว่าเป็นพระเอก โจโฉ ก็อาจจะถูกเรียกว่าเป็น "ผู้ร้าย" ในสามก๊กไปโดยปริยาย ภาพแห่งความโหดเหี้ยม หวาดระแวง มักใหญ่ใผ่สูง ดำเนินควบคู่ไป กับความโดดเด่นทาง  การบริหาร ปกครอง ผู้คน สร้างให้กองทัพวุย ของเขา เกรียงไกรเหนือผู้ใด และยึดครองแผ่นดิน รวมสามเป็นหนึ่งได้ในที่สุด น่าเสียดายที่เกิดขึ้นเมื่อโจโฉจะเสียชีวิตไปแล้ว ชัยชนะของวุยอาจจะมาเร็วกว่านี้หลายสิบปี หากทัพใหญ่ของเขาไม่ได้แตกพ่ายอย่างยับเยิน ในศึกที่ผาแดงแห่งนี้</p>
<p>ก่อนหน้านีมีชื่อดาราอยู่จำนวนหนึ่งที่มาเกี่ยวข้องกับบท โจโฉ  ในหนังเรื่องนี้ ตั้งแต่ดาราชาวจีนแผ่นดินใหญ่ เฉินเต้าหมิง จากหนัง Hero หรือดาราชาวญี่ปุ่น เคน วาตานาเบ้ (The Last Samurai) สุดท้ายผลก็ตกอยู่ดารารุ่นรายครามชาวจีน อย่าง จางเฟิงอวี้ ที่สร้างชื่อไว้อย่างมหาศาลเมื่อ สิบกว่าปีที่แล้วกับหนังเรื่อง Farewell My Concubine หลังจากนั้นก็ยังมีงานดีๆ ดังๆ อีกหลายเรื่อง นอกจากนั้น จางเฟิงอี้  ยังมีโอกาศได้แสดงเป็นบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์อีกหลายหน  ทั้งบท  เล่าปัง  จิงเคอ  หรือจินซีฮ่องเต้ เพราะฉะนั้นกับบทโจโฉที่ได้รับ จึงไม่มีอะไรที่ต้องเป็นห่วง</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/010/redcliffc18.jpg" alt="" /><br />
<img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/010/redcliffc09.jpg" alt="" /><br />
<img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/010/redcliffc33.jpg" alt="" /></p>
<h2>ซุนกวน - จางเจิ้น</h2>
<p>ผู้ครองง่อก๊กอย่าง ซุนกวน เกิดมาพร้อมกับหน้าที่รับผิดชอบอันยิ่งใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องเดิน ตามรอยทางของ บรรพบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ แม้เขาจะไม่ได้เป็นนักรบผู้ยิ่งใหญ่ เฉกเช่นเดียวกับ บิดา ซุนเกี๋ยน และซุนเซ็ก แต่ซุนกวน ก็สามารถพิสูจน์ตัวเอง ได้กับการเป็นผู้ปกครองผู้ยิ่งใหญ่ ที่สามารถสร้างความร่มเย็นให้กับ ง่อก๊ก ตลอดชีวิตของเขา</p>
<p>ดาราหนุ่มจากไต้หวัน แจ้งเกิดจากหนังของยอดนักทำหนังผู้ล่วงลับ จากประเทศเดียวกันอย่าง เอ็ดเวิร์ด หยาง ในหนังเรื่อง A Brighter Summer Day หลังจากนั้นชื่อของเขาก็กลายเป็น ขาประจำในหนังกลุ่ม ไม่ตลาดในไต้หวัน และฮ่องกงไปโดยปริยาย ไม่ว่าจะเป็นโหวเสี้ยวเชี่ยน เทียนจวงจวง และหว่องกาไว ขณะที่ตลาดหนังกระแสหลักก็ได้ทำความรู้จักกับจางเจิ้น กับบทสมทบของเขาในหนังกำลังภายใน ระดับโลกเรื่อง Crouching Tiger Hidden Dragon</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/010/redcliffc03.jpg" alt="" /><br />
<img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/010/redcliffc19.jpg" alt="" /><br />
<img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/010/redcliffc15.jpg" alt="" /></p>
<h2>จูกัดเหลียง - ทาเคชิ คาเนชิโร่</h2>
<p>จูกัดเหลียง หรือขงเบ้ง กุนซืออัฉริยะ ของเล่าปี่ ชายที่พากองทัพของจ๊กก๊ก ต่อกรกับโฉโจได้จนถึงวินาทีสุดท้าย บทบาทของขงเบ้ง ถือว่าเป็นสิ่งหนึ่งที่ถูกถกเถียง กันมากในหมู่ผู้อ่านสามก๊ก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความสามารถที่ดูเหนือจริง และ บทบาทต่อความเปลี่ยนแปลงต่อยุคสมัยของเขา ที่เหมือนเป็นการแต่งแต้มเติมสีสรรค์ มากกว่าจะอ้างอิงมาจากความเป็นจริง อย่างไรก็ตาม บทบาทของ ขงเบ้ง ใน Red Cliff ก็จะถูกลดทอนความเหนือจริงลงมา โดยเฉพาะความสามารถประเภท อิทธิปาฐิหารณ์ต่างๆ </p>
<p>ก่อนหน้านี้บทจูกัดเหลียง เคยเป็นของเหลียงเฉาเหว่ยมาก่อน ก่อนที่ดาราชื่อดังจากฮ่องกงจะถอนตัวไป จนกระทั่งบทตกมาเป็นของ ทาเคชิ คาเนชิโร่ ซึ่งเขาก็น่าจะทำให้ ขงเบ้งใน Red Cliff กลายเป็นขงเบ้ง ที่หล่อที่สุดตลอดกาลไปเลย ในทางตรงกันข้าม มีคนดูหลายคนตั้งข้อสังเกตุวา ใบหน้าท่าทาง ออกซื่อ ค่อนไปทางทึ่ม ของ ทาเคชิ นั้นจะสามารถแสดงภาพอัฉริยะ ของขงเบ้งได้มากน้อยเพียงไร แต่ถ้ามองไปถึงข้อมูลอย่างเป็นทางการจากหนัง ที่บงชี้ว่า ขงเบ้งในเรื่อง ไม่ได้เป็นผู้วิเศษรู้ฟ้าดิน แต่เป็นเพียงกุนซือหนุ่ม ที่พึ่งวางตำรา มาต่อสู้ในสงครามของจริง หน้าตาท่าทางค่อนไปทาง ซื่อบริสุทธิ์ของ  คาเนชิโร่ ก็ถือไปได้ดีกับบทพอสมควร</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/010/redcliffc08.jpg" alt="" /><br />
<img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/010/redcliffc21.jpg" alt="" /><br />
<img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/010/redcliffc26.jpg" alt="" /></p>
<h2>จิวยี่ - เหลียงเฉาเหว่ย</h2>
<p>ถ้าจ๊กก๊กมีขงเบ้ง วุยก๊กก็มี จิวยี่ ผู้เป็นทั้งนักรบ นักการทหาร และนักปกครอง จิวยี่เป็นที่ปรึกษา และช่วยเหลืองานของ ซุนกวน อย่างซื่อสัตย์ เป็นบุคคลที่ยิ่งใหญ่ของ วุยก๊ก แม้ในฉบับนิยาย ตัวละคร จิวยี่ จะถูกสร้างให้ด้อยกว่า ขงเบ้ง ในทุกๆ ด้าน แม้กระทั่งต้องจบชีวิต ให้กับความอิฉจาริษยา ต่อขงเบ้ง แต่ในฉบับหนังจอห์น วู ยืนยันว่า จิวยี่ จะเป็นบุคคลยิ่งใหญ่ และมีเกียรติอย่างที่ควรจะป็นแน่นอน</p>
<p>คงไม่ต้องมีอะไรให้พิสูจน์อีกแล้วสำหรับนักแสดงที่ชื่อว่า เหลียงเฉาเหว่ย น่าจะเป็นนักแสดงที่น่าสนใจที่สุดในฮ่องกงในช่วงเวลานี้ หลังจากผ่านอาชีพนักแสดงมานาวนาน เกือบ 25 ปีเข้าไปแล้ว เหลียงเฉาเหว่ย ยังคงสามารถสร้างความตื่นเต้นให้กับคนดูได้อย่าง สม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นในไตรภาค Infernal Affairs เมื่อ 3 - 4 ปีก่อน และโชว์ลีลารักอันร้อนแรงกับ Lust, Caution เมื่อปีที่แล้ว</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/010/redcliffc07.jpg" alt="" /><br />
<img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/010/redcliffc35.jpg" alt="" /><br />
<img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/010/redcliffc34.jpg" alt="" /></p>
<h2>จูล่ง - ฮูจุน</h2>
<p>พงศวดาร สามก๊กอาจจะเต็มไปด้วยตัวละคร ขุนศึก นักการเมือง ผู้นำประเทศ และกุนซือนักวางแผ่น แต่สำหรับจอมยุทธแล้ว มีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น ที่คู่ควร จูล่ง หรือ จ้าวจื่อหลง เขาเต็มไปด้วยคุณสมบัติแห่งวีระบุรุษ กล้าหาญ เชี่ยวชาญทั้งการรบ และประลองตัวต่อตัว ที่สำคัญที่สุด จูล่ง ยังเปี่ยมไปด้วยความซื่อสัตย์ รับใช้เล่าปี่ค่อนชีวิต โดยกินตำแหน่งรองกว่าขุนศึกผู้อื่น สุดท้ายเขาเป็นเพียงคนเดียวในสงครามแห่งความบ้าระห่ำนี่ ที่ได้เสียชีวิตอย่างสงบสุขเป็นเตียงนอน ในวัยชะรา</p>
<p>ดาราชาวจีนแผ่นดินใหญ่ อาจจะสร้างความผิดหวังกับแฟนๆ ของจูล่งทั้งหลาย อู๋จุ่นอาจจะไม่ใช่ดาราหน้าหนุ่มใส แต่ก็ดูเป็นชายชาตรี เป็นทหาร เป็นนักรบที่แท้จริง แมนไม่แมน เขาก็เคยรับบทประเภท "ชายเหนือชาย" มาแล้วถึงสองเรื่อง ทั้ง East Palace West Palace และ Lan Yu</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/010/redcliffc24.jpg" alt="" /><br />
<img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/010/redcliffc12.jpg" alt="" /><br />
<img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/010/redcliffc29.jpg" alt="" /></p>
<h2>กำเหลง - ชิโด นากามูระ</h2>
<p>กำเหลง ทหารเอกของ ง่อก๊ก มีอดีตเป็นโจรป่ามากก่อน นอกจากฝีมือการรบที่เยี่ยมยอดแล้ว ความบ้าระห่ำก็เป็นอีกจุดเด่นหนึ่งของ ขุนพลผู้นี้</p>
<p>ชิโด นากามูระ อดีตนักแสดงคาบูกิ ชื่อดังก้าวมาสู่แวดงวงภาพยนตร์ด้วย หนังกีฬาปิงปอง ในปี 2002 หลังจากนั้นก็มีผลงานเด่นๆ อีกหลายเรื่อง โดยเฉพาะมีโอกาศได้เล่นหนังต่างประเทศอยู่บ่อยครั้ง รวมทั้งหนังเรื่องจีน Fearless และหนังอเมริกันของผู้กำกับ คลินท์ อีสวูด เรื่อง The Letter From Iwo Jima ด้วย</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/010/redcliffc14.jpg" alt="" /><br />
<img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/010/redcliffc06.jpg" alt="" /><br />
<img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/010/redcliffc20.jpg" alt="" /></p>
<h2>เสี่ยวเกียว - หลินจื่อหลิง</h2>
<p>ภรรยาสาวคนสวยของ หนึ่งในสองพี่น้องหญิงามอันดับหนึ่งแห่ง ง่อก๊ก บทบาทของเสี่ยวเกียวในนิยายนั้น ถูกขงเบ้งใช้เป็นเครื่องมือ เพื่อยั่วยุจิวยี่ โดยกุนซือแห่งจ๊กก๊ก อ้างว่าโจโฉยกทัพมาเพื่อแย้งชิงในตัวนาง สร้างความโกรธแค้น แก่จิวยี่ผู้เป็นสามี แน่นอนว่าเนื้อหาดังกล่าว ที่ดูไม่สมจริงอย่างรุนแรง คงต้องถูกตัดออกจากหนัง แต่บทบาทของ ก็ดูเหมือนว่าจะไม่ได้ถูกลดทอนลงไป แต่กลับเพิ่มขึ้นมาอีกด้วย จากตัวอย่างหนัง เสี่ยวเกียว ดูจะมีภาพของวีระสตรีผู้เข้มแข็ง </p>
<p>นางแบบสาวชาวไต้หวัน หลินจื่อหลิง อาจจะเป็นหนึ่งในสาวสวยที่ดังที่สุดคนหนึ่งในใต้หวัน จากทิ้งการเป็นนางแบบ และพรีเซ็นเตอร์โฆษณา แต่สำหรับวงการภาพยนตร์ Red Cliff เป็นงานแรกของ หลินจื่อหลิง นั้นสร้างความกังวลแก่ คนที่ติดตามหนังเรื่องนี้อยู่ไม่น้อย และตั้งข้อสงสัยต่อ ตัวจอห์น วู ในฐานะที่เป็นคนคัดเลือก เธอมารับบทดังกล่าว อย่างไรก็คือ หลินจื่อหลิง ก็ดูจะพยายามเต็มที่ นอกจากเรียนการแสดง และเธอยังมารยาทเพื่อรับบทสาวชาววังในเรื่อง </p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/010/redcliffc11.jpg" alt="" /><br />
<img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/010/redcliffc27.jpg" alt="" /><br />
<img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/010/redcliffc04.jpg" alt="" /></p>
<h2>ซุนหยิน - เจ้าเหว่ย</h2>
<p>น้องสาวของซุนกวน ที่มีความกล้าหาญ ชอบขี่ม้า และจับอาวุธ มากกว่าจะอยู่กับบ้านอย่างสตรีทั่วไป ในนิยายบทของ ซุนหยิน น่าจะมีมากในช่วงหลังของเรื่อง โดยเฉพาะเมื่อนางถูกส่งให้ไปแต่งงานกับเล่าปี่ เพื่อผูกสัมพันธ์ไมตรี แต่ในหนังการเลือกดาราสาวชื่อดังมารับบท ก็แสดงให้เห็นว่าน่าจะเป็นผู้หญิงที่มีความสำคัญอีกบทของเรื่อง </p>
<p>ท่ามกลางดารามากมายในหนัง เจ้าเหว่ย อาจจะเป็นดาราที่ชาวจีนแผ่นดินใหญ่รอดูมากที่สุด ดาราสาวขวัญใจชาวจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจาก หนังชุด "องค์หยิงกำมะลอ" </p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/010/redcliffc28.jpg" alt="" /><br />
<img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/010/redcliffc10.jpg" alt="" /></p>
<h2>โลซก - โหหยง</h2>
<p>หนึ่งในที่ปรึกษา และนักการทูต ของง่อก๊ก ในนิยายถูกสร้างสีสรรค์ให้เป็นคน ตรงจนซื่อ และซื่อจนเซ่อ จนตกเป็นลูกไล่แก่ขงเบ้ง อยู่เสมอ</p>
<p>นักแสดงชาวแผ่นดินใหญ่ โหหยง ผลงานเรื่อง Red Cliff นี่ถือเป็นหนังใหญ่เรื่องแรกของเขา</p>
<p><img src="http://i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/010/redcliffc05.jpg" alt="" /></p>
<h2>กวนอู เตียวฮุย</h2>
<p>บอกวนอู และเตียวฮุย คงจะไม่สามารถขาดไปได้ ในหนังสามก๊ก อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ ศึกที่ผาแดง นั้นทั้งสองคงจะมีส่วนร่วมที่ค่อนข้างจำกัด บทบาทก็น่าจะเป็นเพียงบทสมทบเท่านั้น นักแสดงที่ถูกเลือกให้มาเล่น จึงเป็นนักแสดงระดับ โนเนมเสียมากมาย โดยหนังพยายามเลือกเอาคนที่ ภาพลักษณ์ของ กวนอู เตียวฮุย ในแบบพิมพ์นิยมเป็นสำคัญ</p>
]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[ทูตชี้ “ระบอบทักษิณ” ทิ้งปัญหาเพียบ ระบุผลประโยชน์เกาะกงจุดชนวนพลังมวลชน]]></title>
<link>http://preahvihear.wordpress.com/?p=180</link>
<pubDate>Fri, 27 Jun 2008 01:10:18 +0000</pubDate>
<dc:creator>សុភ័ក្ត្រ</dc:creator>
<guid>http://preahvihear.wordpress.com/?p=180</guid>
<description><![CDATA[


อดีตเอกอัคราชทูตชี้ประเด็นเขาพระ]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="100%">
<tbody>
<tr>
<td class="body" align="left" valign="baseline"><strong><span style="color:#006666;">อดีตเอกอัคราชทูตชี้ประเด็นเขาพระวิหารอาจกลายเป็นการเมืองระหว่างประเทศ ชี้ “ระบอบทักษิณ” ทิ้งเรื่องไว้เยอะทำให้เกิดประเด็นที่ประชาชนสนใจมาถึงตอนนี้ ระบุหากไม่มีเรื่องผลประโยชน์ “เกาะกง” คนไทยคงไม่ให้ความสนใจมากขนาดนี้ ซัดการปกปิดข้อมูลแถลงการณ์ร่วมปิดหู ปิดตาประชาชน ทั้งที่เขมรเผยแพร่ข้อมูลให้คนทั้งโลกรับรู้ ย้ำเป็นการผูกมัดไทยทางอ้อม</span></strong></td>
</tr>
<tr>
<td class="body" align="left" valign="baseline">
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" align="right">
<tbody>
<tr>
<td width="5"><img src="http://preahvihear.wordpress.com/images/blank.gif" border="0" alt="" width="5" height="1" /></td>
<td align="center" valign="top">
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="204">
<tbody>
<tr>
<td width="204" align="center" valign="top"><img src="http://pics.manager.co.th/Images/551000008169601.JPEG" border="0" alt="" width="204" height="283" /></td>
</tr>
</tbody>
</table>
</td>
</tr>
<tr>
<td height="5" align="center" valign="top"><img src="http://preahvihear.wordpress.com/images/blank.gif" border="0" alt="" width="1" height="5" /></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>       วันนี้ (26 มิ.ย.) ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดสัมมนาเรื่อง <strong><span style="color:#ff0000;">“ความเห็นทางกฎหมายและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเกี่ยวกับปราสาทพระวิหาร”</span></strong> โดย <strong>ดร.คนึงนิจ ศรีบัวเอี่ยม</strong> คณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า แม้รัฐบาลจะออกมาชี้แจงว่าแผนที่ที่กัมพูชาขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารไม่ได้ล้ำเข้ามาในไทย แต่สิ่งที่เป็นคำถาม และกำลังถกเถียงกันอยู่ขณะนี้ คือ คำพิพากษาของศาลโลก เมื่อปี 2505 นั้น เป็นผลให้ข้อโต้แย้งของไทยในด้านข้อเท็จจริงและในแง่กฎหมายสิ้นสุดไปแล้วหรือไม่ เพราะเท่าที่ทราบกันมาตลอดว่าแม้ไทยจะยอมรับคำตัดสินของศาลโลกแต่เป็นการยอมรับในเรื่องของกฎหมายปิดปาก ไม่ได้ยอมรับว่าปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชาและได้สงวนสิทธิ์ไว้มาตลอด และเหตุใดรัฐบาลไทยจึงไม่ขอขึ้นจดทะเบียนเขาพระวิหารร่วมกับกัมพูชามาก่อนหน้านี้ ทั้งที่ทางขึ้นหลักอยู่ฝั่งไทย<br />
       <br />
       “แถลงการณ์ร่วมที่นายนพดลไปลงนามกับกัมพูชานั้น มีความหมายและนัยยะที่สร้างความสับสน โดยเรื่องเขตทับซ้อน จึงไม่แน่ใจว่าแถลงการณ์ร่วมดังกล่าวมีผลเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาของศาลโลกและได้สร้างผลผูกพันกับทั้ง 2 ประเทศหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้นอกจากข้อกังขาต่อตัวรัฐมนตรีการต่างประเทศว่ามีอำนาจไปลงนามหรือไม่นั้น รัฐบาลยังได้คำนึงถึงผลกระทบของไทยและกัมพูชาระยะยาวและประเทศในแถบภูมิภาคนี้หรือไม่ รวมทั้งผลกระทบต่อความเป็นอันหนึ่งอันเดียวของประเทศในกลุ่มอาเซียน” ดร.คนึงนิจ กล่าว<br />
       <br />
       <strong>ดร.สุรพงษ์ ชัยนาม</strong> อดีตเอกอัครราชทูต กล่าวว่า อย่าให้เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นการเมืองระหว่างประเทศ หากเป็นการเมืองภายในถือเป็นเรื่องที่ดี ที่รัฐบาลต้องรับผิดชอบต่อประชาชนและสังคม แต่ประเด็นสำคัญที่มองข้ามไม่ได้คือประเด็นปัญหาการเมืองภายในกัมพูชา เพราะหากรัฐบาลกัมพูชาไม่สามารถแก้ปัญหาได้ อาจจะก่อให้เกิดความขัดแย้งภายในได้ ซึ่งรัฐบาลกัมพูชาจะนำความสัมพันธ์การต่างประเทศมาเบี่ยงประเด็นเพื่อปลุกระดมชาตินิยม ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญ ที่รัฐบาลใช้เป็นเครื่องมือปลุกระดมมาตลอด ทำให้ฝ่ายหนุน หรือต่อต้านมาแข่งขันกันว่าใครเป็นชาตินิยมมากกว่ากัน เพราะทางฝั่งกัมพูชาเองนั้น ชาวกัมพูชาทั้งที่อยู่ในประเทศและต่างประเทศ กลุ่มประชาสังคม เอ็นจีโอ ก็หันมาสนใจในเรื่องนี้มากขึ้น<br />
       ปัญหาอยู่ที่ว่าผลกระทบที่เกิดจากการจดทะเบียนจะเป็นอย่างไรต่อทวิภาคี ส่วนภูมิภาค และด้านการเมือง เมืองไทยนั้นโชคดีมากที่ เมื่ออดีตนายกฯ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ทำอะไรทิ้งไว้ก็จะกลายเป็นประเด็นและจะให้เป็นข้อคิดของสังคมตลอด ซึ่งทำให้คนไทยรู้จักและเปรียบเทียบในเรื่องของระบอบทักษิณว่าเป็นอย่างไร มีผลกระทบอย่างไร ถ้าหากไม่มีประเด็นที่นำไปผลประโยชน์ในเกาะกง คนไทยเองก็คงไม่สนใจในเรื่องนี้มากนัก แต่เมื่อเรื่องนี้เกิดแดงขึ้นทำให้คนไทยต้องหันกลับมาให้ความสำคัญอีกครั้ง<br />
       <br />
       <strong><span style="color:#0000ff;">“หากจะให้เป็นประเด็นการเมืองคงเป็นเรื่องธรรมดา แต่อย่าให้เรื่องดังกล่าวกลายเป็นการเมืองระหว่างประเทศ สำหรับในอดีตเคยมีปัญหาเกิดขึ้นภายในกัมพูชา เขาจะทำการปลุกระดมกระแสชาตินิยมเกิดขึ้นซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้นำกัมพูชาทำ และในวันที่ 28 ก.ค.นี้ จะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้น ประชาชนกัมพูชาจึงติดตามมากเป็นพิเศษ โดยที่รัฐบาลฮุนเซน เริ่มวิพากษ์วิจารณ์ โดยไม่สนใจสภาวะการเมืองในไทย เพราะกัมพูชาได้เห็นแถลงการณ์ร่วมของเราแล้ว ซึ่งการใช้แถลงการณ์ร่วมเป็นวิธีการที่รัฐบาลไทย ใช้เนื่องจากไม่ต้องผ่านรัฐสภา เรื่องนี้ในสมัยของรัฐบาลที่แล้ว ได้อนุมัติให้กระทรวงการต่างประเทศ เจรจาถึง 4 ครั้ง แต่ฝ่ายกัมพูชาก็บ่ายเบี่ยงมาโดยตลอด ทำให้เป็นการตอกย้ำถึงการระแวงแก่ประชาชน ส่วนแถลงการณ์ร่วมของรัฐบาลชุดนี้นั้นเป็นเอกสารสาธารณะที่ต้องทำการเปิดเผย แต่ของเราไม่มีการเปิดเผยข้อมูลให้ทราบมาก่อน ด้านฝ่ายกัมพูชาเมื่อได้แถลงการณ์ไปก็ทำการเผยแพร่ไปทั่วโลก กัมพูชาจึงมีเจตนาที่จะล็อครัฐบาลไทยไม่ให้เบี้ยวต่อแถลงการณ์ ชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลของเราดำเนินการหักหลังประชาชน หากบริสุทธิ์ใจต้องเปิดเผยตั้งแต่แรก” </span></strong>ดร.สุรพงษ์ กล่าว<br />
       <br />
       ดร.สุรพงษ์ กล่าวอีกว่า การที่ยอมให้กัมพูชาจดทะเบียนฝ่ายเดียว เท่ากับยอมรับว่าล้มเลิกข้อสงวนเมื่อปี 2505 ไปแล้ว ต่อจากนี้ เรื่องที่รัฐบาลได้ทำไปแล้วโดยขอจดแยกเพิ่มเติม ก็ไม่ได้ช่วยอะไร ให้หายคลายแคลงใจ เพราะหากจริงใจว่าไม่มีเรื่องผลประโยชน์ในเชิงธุรกิจ ก็น่าจะบอกข้อเท็จจริงให้ประชาชนรับรู้ ว่าเรื่องเขาพระวิหารหากไทยมีข้อมูลใหม่ ก็สามารถคัดค้านต่อศาลโลกใหม่ได้ แต่เมื่อเรื่องนี้เป็นประเด็นการเมือง ปลุกชาตินิยม ตนเห็นว่าไม่เสียหาย เพราะเมื่อเราเห็นว่าประเทศชาติเสียหาย เสียเปรียบ ถูกรังแก แต่ไม่เรื่องใช่เรื่องของการแก้แค้น หรือความเป็นชาติที่เหนือกว่ากัน อันนี้เป็นสิ่งที่อันตราย<br />
       <br />
       “ตนไม่อยากให้เรียกว่าพื้นที่ทับซ้อน เพราะเมื่อเป็นของเราเมื่อก่อนหน้านี้ก็ต้องเป็นของเรา แต่กัมพูชาเรียกว่าที่ของเขาก็ไม่เป็นไร อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ในส่วนของไทยคงไม่เป็นไร แต่จะอันตรยายในบริบทของความไม่พอใจของชาวกัมพูชา ซึ่งเรื่องนี้เคยเกิดขึ้นมาหลายครั้ง คนที่พูดว่าอย่าพูดเรื่องนี้เพราะจะกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ถือว่าไร้สาระ เพราะในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แม้นั่งอยู่เฉยๆ ก็เกิดผลกระทบ เรามีสิทธิ์วิพากษ์วิจารณ์กันภายในประเทศ และไม่มีผลต่ออาเซี่ยน เพราะมีกฎในเรื่องของการไม่แทรกเรื่องภายในของกันและกัน ยกเว้นหากไทยและกัมพูชาขอให้อาเซียนเข้ามาไกล่เกลี่ย”<br />
       <br />
       ด้าน <strong>รศ.นพนิธิ สุริยะ คณะนิติศาสตร์ มธ.</strong> กล่าวว่า เหตุที่ต้องเถียงว่าแถลงการณ์ร่วมเป็นสนธิสัญญาหรือไม่นั้น คนที่ตอบได้คือ ศาลรัฐธรรมนูญ แต่ตนมองตามหลักการแล้วคิดว่าเรื่องที่เถียงกันจะต้องมีสิ่งที่ต้องปฏิบัติคือ กฎหมายในมาตรา 190 ที่มี 13 ประเภทของสนธิสัญญา หากสิ่งที่รัฐบาลทำนั้นเข้า 1ใน 13 รัฐบาลก็ต้องทำตามกฎหมายที่บัญญัติไว้ แต่เมื่อดูแถลงการณ์ร่วมจะเห็นว่า และเทียบกับเกณฑ์สนธิสัญญากรุงเวียนนา จะเห็นว่าถ้อยคำมีเจตนาที่ก่อให้เกิดพันธะหรือข้อผูกพัน เพราะเมื่อดูทีละข้อ จะเห็นว่ามีความเป็นไปได้ เพราะคำว่า agreed แปลว่า ตกลง ดังนั้นเมื่อตกลง ก็ต้องมาทำ ไม่ทำจะตกลงกันทำไม และมาดูว่าตกลงกันเฉยๆ หรือไม่ เมื่อดูข้อ 1 จะเห็นว่าหากเราสนับสนุนหรือชื่นชม ก็มีผลผูกพันแล้ว ส่วนข้อ 5 ที่บอกว่าไม่กระทบต่อสิทธินั้น หมายความว่าหากกระทบ จะทำให้เราเสียสิทธิไปหรือไม่</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>ប្រភព៖ <a href="http://manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9510000075360">http://manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9510000075360</a></p>
]]></content:encoded>
</item>
<item>
<title><![CDATA[แห่ค้านขึ้นทะเบียนเขาพระวิหาร ยอด 2 วันทะลุ 2 หมื่นชื่อ ลูกม.รว.คึกฤทธิ์ โทรมาร่วมลงชื่อ]]></title>
<link>http://preahvihear.wordpress.com/?p=178</link>
<pubDate>Fri, 27 Jun 2008 01:09:11 +0000</pubDate>
<dc:creator>សុភ័ក្ត្រ</dc:creator>
<guid>http://preahvihear.wordpress.com/?p=178</guid>
<description><![CDATA[ล่ารายชื่อคัดค้านการขึ้นทะเบียนเข]]></description>
<content:encoded><![CDATA[<p><strong><span style="color:#006666;">ล่ารายชื่อคัดค้านการขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารที่นำโดย ม.ล.วัลย์วิภา หน้าสถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทะลุ 20,000 รายชื่อแล้ว แม้จะไม่ได้รับความร่วมมือด้านสถานที่เท่าที่ควรก็ตาม ด้านประชาชนยังคงทยอยเดินทางอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย คาดจะเป็นเช่นนี้ไปจนกว่าจะ 18.00 น.ซึ่งจะเป็นเวลาปิดรับการลงนาม<br />
       <br />
</span></strong>       วันนี้ (27 มิ.ย.) ในการลงนามคัดค้านการขึ้นทะเบียนเขาพระวิหาร ที่นำโดย <strong>มล.วัลย์วิภา จรูญโรจน์</strong> ที่บริเวณหน้าสถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในช่วงบ่ายที่ผ่านมา ยังคงมีประชาชนจำนวนมาก ทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด หลากหลายสาขาอาชีพ เดินทางมาร่วมลงนามกันเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ยอดรายชื่อคัดค้านสองวันรวมแล้วกว่า 20,000 รายชื่อแล้ว แม้ประชาชนส่วนใหญ่จะบ่นว่าจุดลงนามคับแคบและอยู่สูงถึงขั้น 9 บนอาคารอเนกประสงค์ และไม่ได้รับตคำตอบจากการขอใช้พื้นที่ลานโพธิ์จากทางมหาวิทยาลัยที่ขอไปตั้งแต่เย็นวานนี้ แต่ส่วนใหญ่ก็ยังคงเดินทางมาและเต็มใจที่จะลงชื่อร่วมกับรักษาสมบัติชาติเอาไว้ รวมทั้งมีประชาชนไม่น้อยที่มาลงชื่อแล้วก็ใช้โทรศัพท์มือถือโทรเรียกเพื่อนฝูงญาติมิตรให้มาร่วมลงชื่อด้วย<br />
       <br />
       ด้านคู่สามีภรรยาที่ทำให้ผู้ที่มาร่วมลงนามประทับใจที่สุดคู่หนึ่งในวันนี้ คือ<strong>นางสุเพ็ญ และ นายขจร พู่พันธ์</strong> เจ้าของกิจการส่วนตัวที่ควงคู่มาลงนามในชุด “เสื้อทีม” คือ เสื้อที่สกรีนด้านหน้าว่า “We love the King. We love Thailand” และที่ด้านหลังสกรีนว่า “ยืนด้วยใจใช่ถูกบังคับ” โดยทั้งคู่เปิดเผยว่า ภายหลังจากการมาร่วมลงนามกับพี่น้องประชาชนชาวไทยเพื่อร่วมต่อสู้ป้องกันมรดกชาติเอาไว้แล้ว ก็จะเดินทางไปร่วมสู้เพื่อความถูกต้องกับพี่น้องพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่หน้าทำเนียบรัฐบาล<br />
       <br />
       ในขณะที่คุณยายชาวไทยเชื้อสายจีน อย่าง <strong>“สมศรี แซ่เจี่ย” </strong>วัย 70 ปี ชาวบางบอน กล่าวว่า รู้สึกเสียใจที่ประเทศไทยจะต้องสูญเสียแผ่นดินไปด้วยการเอื้อเฟื้อจากรัฐบาลไทยเอง<br />
       <br />
       “ไม่รู้ว่าจะเอากลับคืนมาได้หรือเปล่า เสียใจจริงๆ เมื่อวานก็ให้น้องสาวกับหลานมาลงชื่อ วันนี้พอว่างก็เลยมาลงชื่อด้วย เรื่องเสียดินแดนเขาพระวิหารนี่เป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องของการเสียแผ่นดิน ในฐานะคนไทย ยอมไม่ได้จริงๆ”<br />
       <br />
       เช่นเดียวกับผู้สูงอายุรักชาติอีกรายหนึ่งอย่าง คุณยายมาลัย ปรีชานิลชัยศรี อายุ 74 ปี ที่โหนรถเมล์สองต่อจากบ้านมา ม.ธรรมศาสตร์ เพื่อลงนามคัดค้านการขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารโดยเฉพาะ<br />
       <br />
       “ถามว่า มาทำไม บอกเลยง่ายๆ ฉันเป็นคนไทยที่รักชาติ รักศาสนา รักในหลวงสุดๆ เลยต้องมา เรื่องที่เกิดขึ้นนี้รัฐบาลทำไม่ถูก เราก็ต้องชี้แจงให้เขารู้ว่าเขาทำไม่ถูก และเราก็ต้องต่อสู้เพื่อให้มันถูก เพื่อความถูกต้อง คนรุ่นฉัน เดี๋ยวก็ตายแล้ว แต่เราทำเพื่อคนรุ่นลูกรุ่นหลานเรา ไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง แต่ทำเพื่อคนรุ่นที่จะเป็นอน